RF_The_Stampede's profileRF's world of adventurePhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
RF's world of adventure*~* Let's have a great time *~*
May 19 เที่ยวเมืองขุนช้าง ย่างเมืองขุนแผน
เนื่องจากวันจันทร์ที่ 19 พฤษภาเป็นวันวิสาขบูชา ครอบครัวของเราเลยหาโอกาสไปทำบุญ ไหว้พระกันซะหน่อย ไปๆมาๆก็ตกลงกันว่าจะไปสุพรรณบุรีนี่แหละ เพราะใกล้กรุงเทพ และยังไม่เคยไปเที่ยวกันที่นี่เลย
เราเริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง เพราะกลัวว่าช้าจะมีเวลาเที่ยวน้อย เริ่มต้นกันที่ทางหลวงหมายเลข 9 มุ่งหน้าไปบางบัวทอง แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 340 (สายตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี) จากกรุงเทพประมาณ 100 km ก็เจอทางเข้าตัวเมืองสุพรรณบุรี แต่พวกเราตัดสินใจเลยไปอำเภอเดิมบางนางบวชก่อน เพราะจะไปเที่ยวบึงฉวากกัน โดยนั่งรถตามทางหลวงสายเดิม ตรงไปเรื่อย(ทางที่เขียนว่าไปชัยนาท) จะผ่านอ.ศรีประจัน กับ อ.สามชุก ก่อน ประมาณ กม.ที่ 150 จะมีป้ายบอกให้เลี้ยวซ้ายไป บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ พอเข้าทางย่อยไปแล้วข้ามสะพานบึงฉวาก จากนั้นเลี้ยวขวา เลี้ยวซ้ายไปตามป้ายเรื่อยๆ ประมาณ 3 km ก็เข้าเขตบึงฉวากละ (ด้านหน้ามีป้ายบอกชัดเจน) ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางมีขายปลาช่อน ปลาสลิดมากมาย แม่อยากซื้อมากแต่พ่อบอกให้รอไปดูในตลาดน่าจะเยอะกว่า เมื่อผ่านด้านหน้าทางเข้าไป จะผ่านเขตห้ามล่าสัตว์ บึงฉวากรีสอร์ท(เป็นบ้านบนต้นไม้ น่ารักมากเลย) กรงเสือ สิงโต ศูนย์รวมพันธุ์สัตว์ กรงสัตว์หายาก และอุทยานผักพื้นบ้าน
ไปปิดท้ายที่สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ มีตู้จัดแสดงปลาน้ำจืดหลายชนิด เช่น ปลาบึก ปลาโนรี
ปลาไหลมอเร่(ตัวนี้ชอบเป็นพิเศษ เพราะมันหน้าตาตลกดี 555) ปลาฉลากครีบดำ ปลานีออน ปลาจระเข้จุด(หน้าเหมือนจระเข้จริงๆเลยอ่ะ) ปลาตาเหลือกสั้น(ตัวคล้ายปลาทู แต่ตามันเหลือกสมชื่อเลยอ่ะ)
ปลากระโห้ ปลาไหลไฟฟ้า ปลาเข้มแม่น้ำ และอีกสารพัด ที่นี่มีอุโมงค์ใต้น้ำที่สามารถเดินลอดเข้าไปชมฝูงปลาได้ แม้มันจะเป็นอุโมงค์สั้น แต่ก็ดีกว่าไม่มีใช่ม้า...
เวลาประมาณ 11 โมง พวกเราออกเดินทางจากบึงฉวาก มุ่งหน้าไปตลาดสามชุก ตลาดแห่งนี้มีอีกชื่อว่าตลาดร้อยปี อยู่ติดกับที่ว่าการอำเภอสามชุก เป็นตลาดริมแม่น้ำสุพรรณบุรี (หรืออาจเรียกว่าแม่น้ำท่าจีนก็ได้ แต่มันไหลผ่านสุพรรณฯ เค้าเลยเรียกชื่อนี้กันอ่ะ) อีกทั้งยังเป็นชุมชนชาวจีนเก่าแก่ที่คงสภาพบ้านเรือน ร้านค้า และตลาดแบบดั้งเดิมไว้
ภายในมีร้านรวงมากมาย ขายทั้งของกิน ของฝาก อาคารพิพิธภัณฑ์ขุนจำนง ซึ่งเป็นนานภาษีอากรคนแรก และเป็นเจ้าของตลาดสามชุก บ้านหลังนี้เก่าแก่มาก เห็นว่าสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2459 โน่นแน่ะ ระหว่างทางก็ได้อาหารติดไม้ติดมือมาเยอะเอาการอยู่ ไปๆมาๆไปถูกใจอยู่ร้านนึง เป็นร้านเล็กๆขายขนมไทยหน้าตาน่ารัก คนขายก็อัธยาศัยดี เลยก็อุดหนุนเค้ามาซะหน่อย ขนมที่ซื้อมาคือ จ่ามงกุฎ ทองเอก เสน่ห์จันทน์ และอลัวรูปดอกกุหลาบ คนขายแนะนำว่าให้เอาไปไหว้พระก่อน เพราะขนมแต่ละชนิดมีความหมาย จ่ามงกุฎ หมายถึง การเลื่อนยศหรือตำแหน่ง ทองเอก หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง เสน่ห์จันทน์ หมายถึง ความมีเสน่ห์ อลัวกุหลาบ หมายถึง กุหลาบที่หอม แสดงถึงความรัก
การนำขนมไทยเหล่านี้ไหว้พระก่อนนำมากินหรือให้ใครต่อ จะเป็นสิริมงคลกับผู้รับ นั่นคือจะส่งให้เจริญรุ่งเรือง ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เป็นคนมีเสน่ห์ มีแต่คนรัก (ไม่ต้องเดาว่าพอกลับถึงบ้านแล้วเราก็รีบเอามาไหว้พระทันที 555) อีกที่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ บ้านโค้ก อยู่ซอย 2 เสียค่าเข้าคนละ 5 บาท ภายในเป็นพวกของสะสมที่เกี่ยวกับโค้กทั้งหมด มี 2 ชั้นด้วยกัน เข้าไปดูถึงกับอึ้งว่าโค้กมันมีผลิตภัณฑ์มากมายขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย เหอๆ
เวลาประมาณบ่ายโมง หลังจากหาอะไรกินและถ่ายรูปกันจนหนำใจแล้ว ก็เดินทางออกจากตลาดเพื่อนไปไหว้พระตามวัดในอำเภอเมือง (ย้อนกลับเส้นทางหลวงเดิม) ถ้าสังเกตชื่อถนนในเมืองดีๆจะเกี่ยวข้องกับเรื่องขุนช้างขุนแผนทั้งนั้นเลย อย่างชื่อถนนว่าม้าสีหมอกบ้างล่ะ นางแว่นแก้วบ้างล่ะ สมภารคงบ้างล่ะ (แถมอำเภอใกล้ยังชื่ออำเภอศรีประจันต์อีกต่างหาก) ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึง วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อโต นอกจากนั้นมีภาพเขียนฝาผนัง ที่วาดเป็นฉากต่างๆในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนด้วย
เราเดินดูไปซักพักก็ไปสะดุดกับภาพๆนึง ซึ่งเป็นฉากที่พลายแก้วแต่งงานกับนางพิม จำได้ว่าสมัยมัธยมเรียนตอนนี้ พออ่านๆกลอนดูแล้วก็พอจำได้บ้าง (รำลึกความหลัง ว่างั้นเหอะ)
ครั้นรุ่งเช้าขึ้นพลันเป็นวันดี ทองประศรีจัดเรือกันยาใหญ่ เอาขันหมากลงบรรทุกขลุกขลุ่ยไป หามะโหรีใส่ท้ายกันยา ขันหมากเอกเลือกเอาที่รูปสวย นุ่งยกห่มผวยจับผิวหน้า ก็ออกเรือด้วยพลันทันเวลา ครู่หนึ่งถึงท่าศรีประจัน จึงจอดเรือเข้าหน้าสะพานใหญ่ ตาผลวิ่งไปเอาไม้กั้น เสียเงินทองให้ขึ้นไปพลัน ขนขันหมากขั้นบนบันได
พออ่านๆแล้วมีใครคุ้นๆบ้างมั๊ยเอ่ย ยกมือขึ้น….(คงไม่มีใครยกหรอกเนอะ เหอๆ) ด้านหลังของหอระฆังมีบ้านขุนช้างหรือที่เรียกกันว่าคุ้มขุนช้าง
ซักบ่ายสองกว่าๆ ก็ออกเดินทางกันต่อไป วัดแค ซึ่งอยู่ริมถนนสมภารคง วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ปรากฏชื่ออยู่ในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นวัดที่สามเณรแก้ว(หรือขุนแผน)บวชเรียนอาคมคาถากับอาจารย์คง ส่วนวิชาที่เค้าเลื่องลือกันนักหนาคงเป็น วิชาเสกใบมะขามให้เป็นตัวต่อตัวแตน ซึ่งเป็นเรื่องเหมาะเจาะมากเพราะวัดนี้มีต้นมะขามยักษ์ และมีตัวต่อแตนทำรังอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าใครไปดูคุ้มขุนช้างที่วัดป่าเลไลยก์แล้วก็ต้องมีดูคุ้มขุนแผนที่วัดแคแห่งนี้ถึงจะครบถ้วน
และแล้วพวกเราก็ออกเดินทางไปแวะวัดสุดท้ายของวันนี้ นั่นก็คือวัดพระนอน อยู่ห่างกันไม่มาก นั่งรถประมาณ 5 นาทีก็ถึง วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่สมัยอู่ทองสุพรรณภูมิ มีรูปปั้นพระนอนที่เป็นหนึ่งใน unseen in Thailand ลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ แตกต่างตรงที่นอนหงาย ซึ่งเป็นแบบเดียวกับพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย บริเวณริมแม่น้ำท่าจีน มีอุทยานมัจฉา เป็นท่าเรือริมน้ำ มีปลาน้ำจืดมากมายหลายชนิด เช่น ปลาสวาย ปลาตะเพียน ปลาแรด พวกเราเลยไปให้อาหารปลากันใหญ่
จบรายการเที่ยวของวันนี้ก็ปาเข้าไปบ่ายสามแล้ว ได้เวลาเดินทางกลับบ้าน (เพราะต้องนั่งรถอีกประมาณชั่วโมงครึ่ง รีบกลับดีกว่าเดี๋ยวพ่อเหนื่อย) วันนี้ก็นับเป็นทริปที่คุ้มค่าอีกทริปนึง ดีที่ระหว่างวันไม่มีฝนตก (แม้จะตกตอนนั่งรถกลับก็ตาม)
แต่ที่ดีใจที่สุดคือเราไม่ได้ไปทำบุญไหว้พระ ในวันพระกันทั้งครอบครัวอย่างนี้นานเท่าไหร่แล้วนะ วันนี้รู้สึกอิ่มบุญ (และอิ่มท้อง) เป็นพิเศษ ถ้ามีเวลาว่างก็อยากไปเที่ยวกับทั้งครอบครัวแบบนี้ แต่ขอคิดก่อนว่าจะไปไหนดี 555
ยังไงก็ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ทนอ่านมาจนจบน้า คราวหน้าถ้าไปเที่ยวอีกก็จะกลับมา review เหมือนเดิมจ้า (แม้จะไม่ค่อยมีคนอ่านก็ตาม)
See you in the next trip…
May 05 บ่ายยันค่ำ ที่อัมพวา
ช่วงนี้ใครๆก็ฮิตไปอำเภอเล็กๆแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสงครามกัน มันก็คงเป็นที่ไหนไม่ได้นอกจาก “อัมพวา” เมื่ออาทิตย์ก่อนพลอยก็พึ่งไปมา ส่วนหนิงก็หนีไปเที่ยวกับเพื่อนสาธิตฯ ด้วยความที่เราเป็นคนชอบท่องเที่ยวอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าคงอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ล่ะคราวนี้ เลยหาวันหยุดที่มีอยู่น้อยนิด จัดแจงนัดพ่อแม่กับเอินจัดทริปเล็กๆไปอัมพวากันบ้าง เราใช้เวลาช่วงบ่ายวันอาทิตย์ หลังเลิกเรียนภาษาญี่ปุ่น เตรียมตัวกันนิดหน่อยพอประมาณ เดินทางออกจากบ้านตอนเวลาประมาณบ่ายสอง คราวนี้พ่อเป็นคนขับรถไปเอง เพราะว่าจากบ้านเราแค่ชั่วโมงกว่าก็ถึงแล้ว
พวกเราเลือกใช้เส้นทางถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ตรงออกถนนเพชรเกษม (ทางไปนครปฐมอ่ะ) ผ่านนครปฐม ราชบุรี จนกระทั่งเลี้ยวเข้าอำเภอบ้านแพ เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 325 (สมุทรสงคราม-ท่าแพ) สำหรับคนที่กลัวหลงก็ดูง่ายๆ ระหว่างทางจะผ่านอำเภอดำเนินสะดวก วิ่งไปตามทางเดิมเรื่อยๆจนถึงประมาณกิโลเมตรที่ 36 ก็จะเห็นบ้านชี้ให้เลี้ยวขวาเข้าอำเภออัมพวา
วันนี้ตรงปากทางเข้ารถเยอะมาก จนเรากลัวว่าจะไม่มีที่ว่างให้เดิน เหอๆ คงเพราะวันที่ 2-5 พ.ค. นี้มันมีงาน “อัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์” ซึ่งเป็นงานที่จัดโดยมูลนิธิชัยพัฒนา มีการให้ชาวบ้านในชุมชนมาออกบู๊ธ ทำกิจกรรม ดูสนุกสนานเฮฮา สร้างสีสันไปอีกแบบ
ไหนๆก็มาถึงอัมพวาทั้งที ขอแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยหน่อย หวังว่าคงไม่น่าเบื่อจนเกินไปนะ เหตุที่ทำให้อัมพวาเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกแห่งของไทยนั่นคือ มันมีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยก่อนที่ตรงนี้เค้าเรียกกันว่า “แขวงบางช้าง” เป็นชุมชนเล็กๆ ในสมัยพระเจ้าปราสาททองมีตลาดที่ชาวบ้านใช้ค้าขายเรียกว่า “ตลาดบางช้าง” แล้วนายตลาด(เป็นผู้หญิงด้วยนะ) นี้แหละที่เป็นต้นสกุล “ณ บางช้าง” ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย นายทองด้วง (หรือต่อมาพวกเรารู้จักกันในนามรัชกาลที่ 1 ของราชวงศ์จักรี) เป็นผู้ครองเมืองราชบุรี ได้แต่งงานกับหญิงสาวตระกูลบางช้าง แล้วย้ายบ้านมาที่อัมพวา อยู่หลังวัดจุฬามณีนี่เอง อีกทั้งบางช้าง ยังเป็นที่อาศัยของพระประยูรญาติในสมัยรัตนโกสินทร์อีกหลายพระองค์ เจ้านายในวังก็เสด็จมาบางช้างบ่อยครั้ง จนเคยมีคำกล่าวว่า “บางช้างสวนนอก บางกอกสวนใน” อีกด้วย
พวกเรามาถึงประมาณบ่ายสามกว่าๆ เลยตัดสินใจไปเที่ยว อุทยาน ร.2 กันก่อน พ่อกับแม่ปล่อยให้เราสองพี่น้องไปเดินถ่ายรูปกันเอง ขณะที่แม่ไปจองตั๋วล่องเรือชมหิ่งห้อย ภายในอุทยานปลูกต้นไม้ไว้เยอะมาก มองไปทางไหนก็ดูสบายตาไปหมด แถมค่าเข้าก็ไม่แพง คนละ 20 บาท (ล่าสุดไปเมืองโบราณที่พัทยา เก็บค่าเข้าตั้ง 50 แถมไม่ค่อยมีอะไรอีกต่างหาก) พอผ่านทางเข้าไป เรือนไม้หลังแรกที่เจอคือ อาศรมศึกษา เป็นที่ให้บริการนวดฝ่าเท้า (น่าลองนะเนี่ย)
ไฮไลท์ของที่นี่คงจะเป็นพิพิธภัณฑ์พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่เป็นอาคารทรงไทย 4 หลัง เค้าให้ถ่ายรูปได้บริเวณด้านนอกกับตรงลานกลางบ้าน ในห้องต่างๆ ถ่ายรูปไม่ได้…น่าเสียดายจริงๆอ่ะ เพราะแต่ละห้องมีทั้งของตกแต่ง ชุดถ้วยชามสังคโลก หุ่นสำหรับเล่นละครเล็ก (ที่เห็นน่าจะสำหรับเล่นรามเกียรติ์) เครื่องดนตรีไทย
ใครที่สนใจไปเที่ยวชมก็ไปดูได้นะ เค้าเปิดทุกวันตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงหกโมงเย็น ใครอยากไปเดินเล่นชิลๆก็ขอแนะนำที่นี่เลยล่ะ
เป้าหมายต่อไปของเราคือ วัดบางกุ้ง อยู่ไม่ห่างจากอุทยาน ร.2 มากนัก (ประมาณกิโลกว่าๆ) ตรงเข้าไปในซอยเดิมได้เลย จะผ่านวัดบางพรหม วัดแก่นจันทน์ จนเจอแยกไฟแดงแล้วเลี้ยวซ้าย ขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองไปซักพัก จะเจอป้ายให้เลี้ยวซ้ายไปโบสถ์ปรกโพธิ์ วัดบางกุ้ง
ตัววัดจะอยู่ทางซ้าย ส่วนโบสถ์อยู่ฝั่งตรงข้าม ที่นี่เป็นหนึ่งใน Unseen in Thailand ด้วยนะ เพราะว่าองค์พระประธาน ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ หรือบางคนเค้าเรียกว่า “โบสถ์ในต้นไม้” ล่ะ
ระหว่างทางที่พ่อขับออกมาจากวัด ผ่านร้านขายวุ้นเป็ดธนัน ดีใจมากเพราะเป็นของโปรดสุดๆ ที่นี่เค้าขายวุ้นมะพร้าว(ทำเป็นรูปเป็ดน้อย น่ารักเชียวล่ะ) หอมน่ากิน ไม่หวานมาก ถูกใจอ่ะ >.< ปกติแล้วจะฝากเพื่อนแม่ซื้อ(เค้าเป็นคนสมุทรสงคราม) ทุกทีซื้อกล่องใหญ่ (40 ชิ้น) 70 บาท กล่องเล็ก (15 ชิ้น) 30 บาท แต่พอมาซื้อเองถึงบ้านเจ้าของร้าน ซื้อได้ 50 กับ 20 บาท (ถูกป่ะล่ะ)
พอเวลาประมาณห้าโมงเย็น ก็กลับมาเดินตลาดอัมพวา (หาอะไรกิน ว่างั้นเหอะ) เย็นๆนี่หาที่จอดยากมาก ชาวบ้านแถวนั้นเลยชอบเอาพื้นที่หน้าบานตัวเองมาเป็นที่รับฝากรถ ส่วนมากเสียค่าฝากคันละ 20 บาท ถือเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกวิธีหนึ่ง 555 เอินพูดขำๆว่าชาวบ้านแถวนี้หารายได้พิเศษได้ดีจริงๆ ทั้งค้าขายในตลาดยังไม่พอ บางที่ทำบ้านเป็นโฮมสเตย์ (เดินผ่านไปมีให้เห็นทุกๆ 10 ก้าว ผุดเป็นดอกเห็ดเลย) มีทั้งให้เช่าเรือ บ้างก็เปิดร้านจัดฉากให้ถ่ายรูป แล้วยังจะมีรับฝากรถอีก (อันนี้แย่งลูกค้ากันน่าดู)
เราเริ่มเดินเบียดเสียดผู้คนตั้งแต่ทางเดินเข้าตลาด มาถึงถนนเลียบนทีแล้วก็เดินเลาะริมคลองไปเรื่อยๆ ที่นี่มีของขายหลากหลาย ทั้งของขวัญ ของฝาก ของใช้น่ารักๆ อาหารก็มีให้เลือกมากมาย ทั้งสองฝั่งคลองมีทั้งของคาวของหวาน
ส่วนร้านกาแฟน่ารักๆ(คล้ายๆที่เคยเห็นรูปที่ปาย)ก็มีนะ ด้วยความที่เป็นคอกาแฟคนนึง ก็อดไม่ได้ที่จะลองชิม ซื้อกาแฟเย็นที่ร้าน “สมานการค้า” เห็นชื่อแบบนี้แต่ร้านเค้าน่ารักมากเลย จัดแต่งร้านให้ความรู้สึกแบบสมัยก่อน เหมือนที่เคยเห็นในหนังไม่มีผิด
ถ้าใครบอกว่าไปยุโรปแล้วนึกถึงนิทานพวกซินเดอเรลล่า เจ้าหญิงนิทรา ก็ต้องลองมาที่อัมพวา เห็นแล้วชวนให้นึกถึงนิทานพื้นบ้านอย่างไกรทอง ขุนช้างขุนแผน แม้แต่นิยายอย่างสี่แผ่นดิน และที่ทำให้คิดถึงมากที่สุดคือเรื่อง คู่กรรม ก็เล่นมีทั้งคลอง ทั้งเรือ ต้นลำพู แถมมีหิ่งห้อยอีกต่างหาก เหอๆ
เดินเล่นช้อปปิ้ง(ของกิน)และถ่ายรูปไปซักพัก พอประมาณหกโมงครึ่งก็ได้เวลาเรือออก เรากับเอิน(ที่แยกมาเดินถ่ายรูปกันสองคน)ก็นัดเจอพ่อกับแม่ที่ท่าเรือ พี่คนบังคับเรือบอกว่าช่วงนี้เป็นต้นฤดูฝน หิ่งห้อยจะเริ่มมีบ้างแล้ว บางต้นมีเยอะจนเหมือนเอาไฟมาติดประดับไว้เลย
พวกเราเริ่มต้นเดินทางจากคลองอัมพวามุ่งหน้าสู่คลองผีหลอก (ชื่อน่ากลัวชะมัด) ชาวบ้านแถวนี้เค้าคงมีตำนานเรื่องเล่าอะไรซักอย่างเกี่ยวกับคลองนี้ (เห็นว่ามีเรือผีหลอกด้วยนะ) แถมเค้าเอาตุ๊กตาผ้ามาแขวนไว้บนต้นไม้ ระหว่างทางที่เราล่องเรือไปด้วยอ่ะ มองไกลๆคงอาจจะคิดว่าเป็นผีจริงๆได้ (ถ้าพี่คนบังคับเรือไม่บอกก่อน) ระหว่างทางผ่านวัดจุฬามณี วัดนี้เก่าแก่มาก สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย (สมัยพระเจ้าปราสาททอง)
นักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ล่องเรือมาจะแวะจอดที่วัดนี้ด้วย (แต่พวกเราไม่ได้แวะอ่ะ) พอซักทุ่มนึงฟ้าก็เริ่มมืด คราวนี้ล่ะเรากับเอินนั่งจ้องต้นลำพูตามทางชนิดตาไม่กะพริบเลย เพราะว่าเพื่อนเอินบอกว่ามาดูเมื่ออาทิตย์ก่อน เห็นต้นลำพูเหมือนต้นคริสมาสต์เลย เพราะแสงหิ่งห้อยมันเยอะมาก ซักพักพอพี่คนบังคับเรือชี้ให้ดูหิ่งห้อย ทุกคนฮือฮากันใหญ่ ราวกับว่าไม่เคยเห็นหิ่งห้อยตัวเป็นๆมาก่อน (ถึงเราจะเคยเห็นก็เหอะ แต่ก็ไม่เยอะขนาดนี้อ่ะ) เรือค่อยๆแล่นไปเรื่อยๆ ลมเริ่มพัดเย็นขึ้นกว่าตอนบ่าย บรรยากาศขอบอกว่าโรแมนติกมาก แนะนำให้มากับแฟนรับรองว่าจะสุดแสนประทับใจ (ถ้าเราหาได้เมื่อไหร่จะรีบพามาเลย 555) อยู่ดีๆเราก็กับเอินก็คุยกันว่า “นึกถึงบรรยากาศตอนล่องแม่น้ำไนล์เนอะ” แต่เอินพูดแบบขำๆว่า “ต่างกันตรงที่แม่น้ำไนล์ไม่มีเรือหางยาวเท่านั้นแหละ” แล้วก็ขำกันเองแค่สองพี่น้อง 555
ซักพักเรือของพวกเราก็ออกสู่ลำน้ำแม่กลอง มีทางแยกของแม่น้ำไปสู่ดอนหอยหลอด (ทางออกสู่อ่าวไทย) แต่พวกเราไปอีกทาง เพราะเรือที่นี่เค้าจะแล่นเป็นวงกลม สุดท้ายจะกลับไปจบที่คลองอัมพวาเหมือนเดิม เรือกลับมาถึงท่าประมาณทุ่มสี่สิบห้า แต่เรายังคงช้อปกันไม่หนำใจ ขอแวะไปซื้อกล้วยเบรกแตก กับ นางเล็ด ของโปรดก่อน (ระหว่างทางได้หมี่กรอบกลับมาฝากพ่อด้วย) เดินเล่นได้อีกซักพักก็ตัดสินใจกลับ เพราะไม่อยากให้พ่อขับรถตอนดึกมากๆ ออกจากอัมพวาประมาณสองทุ่มครึ่ง ใช้เวลาชั่วโมงกว่าก็ถึงบ้าน วันนี้เป็นอีกวันที่ใช้ได้คุ้มค่าจริงๆ (ทั้งเรียนทั้งเที่ยวในวันเดียวกัน เหอๆ)
ช่วงนี้ใครที่อยากหาที่เที่ยวชิลๆ แต่ไม่มีตังค์ไปไหนไกลๆล่ะก็ ขอแนะนำว่าอัมพวาก็เป็นอำเภอเล็กๆที่น่ารัก น่าค้นหา หวนให้คิดถึงบรรยากาศเมืองเก่าๆแบบกุ๊กกิ๊ก ร้านรวงสีสันสดใส ผู้คนหน้าตายิ้มแย้ม ยิ่งคนที่ใช้ชีวิตวุ่นวายในเมืองหลวงทุกวันแบบเรา นานๆทีได้หนีแสงสีมาพักผ่อนกับบรรยากาศสบายๆริมคลองบ้างก็ดีไม่น้อย
ถ้าอยากดูหิ่งห้อยช่วงนี้ก็ต้องรีบมานะ เพราะถ้าฝนตกแล้วมันจะดูไม่ได้ หรือไม่ก็ต้องรอตอนปลายฝนต้นหนาวอีกทีแน่ะ กว่าจะได้มาดูกันอีก
สุดท้ายนี้ ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ทนอ่านไดรั่วๆของเรา(อีกแล้ว) สัญญาว่าคราวหน้าจะหาสาระมาใส่ให้มากขึ้นน้า (จริงเหรอ?)
See you in the next trip na ka ^^
ปล. ใครอยากดูรูปอีก ไปดูได้ใน hi5 เราละกันนะ
April 04 The Road to Egypt (final part)มาแล้วสำหรับภาคสุดท้ายของการผจญภัยล่าสุดองสี่สาว
ขอรวมวันที่ 7 กับ 8 ไว้ด้วยกันเลยนะ
22 มีนาคม วันนี้ตื่นตีสี่ครึ่ง เพราะต้องออกจากโรงแรมแต่เช้า เนื่องจากวันนี้เราจะไปหุบผากษัตริย์ซึ่งอากาศจะร้อนไวมาก ถ้าไปช้าอาจโดนเผาเกรียมได้ มองออกไปนอกหน้าต่างห้องพ่อยกับนุ่น เห็นเป็นบอลลูนลอยอยู่ไกลหลายลูกทีเดียว มารู้ทีหลังจากไกด์ว่ามักมีนักท่องเที่ยว(ที่มีตังค์)เช่าบอลลูนขึ้นไปชมวิวเหนือหุบผากษัตริย์ตอนเช้าๆ
พวกเราไปถึงที่หมายแรกคือ Valley of the King หรือ หุบผากษัตริย์ (จริงๆมี Valley of the Queen ด้วย แต่พวกเราไม่ได้ไป) ว่ากันว่าในประมาณสมัยราชวงศ์ที่ 18 ฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1 เป็นช่วงที่เริ่มต้นทำสุสานใต้ดิน โดยจะเจาะลึกลงไปตามช่องเขา ออกแบบครั้งแรกโดย Anini (ไม่รู้สะกดถูกป่าวอ่ะ) ซึ่งเป็นสถาปนิกหลวงในสมัยนั้น ตัวสุสานมีแผนผังต่างกันไป ถ้าเป็นสุสานราชวงศ์ที่ 18 ส่วนใหญ่จะคดเคี้ยว หากเป็นยุคหลังๆตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 19 ส่วนใหญ่เป็นทางตรง มีความลึกตั้งแต่ประมาณ 20-80 m
ในปัจจุบันมีการขุดพบทั้งหมด 64 หลุม (ยังมีอีกหลายหลุมที่อยู่ระหว่างการขุดหา) ทุกสุสานที่นี่จะมีการจารึก Book of the Dead ไว้ภายใน ส่วนใหญ่จะเขียนใส่ม้วนกระดาษ ใส่ไว้ในโลง หรือใส่โถตั้งไว้ข้างโลง
พวกเราได้เข้าไปดูทั้งหมด 3 สุสานด้วยกัน นั่นคือของฟาโรห์รามเสสที่ 1, 3,และ 9 ส่วนสุสานที่เค้าว่าสวยที่สุด คือของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 3 แต่อยู่ไกลสุด ต้องเดินขึ้นไปสูงพอควร ใช้เวลาเยอะ (อัคเมดบอกว่าเกือบ ชม.) แถมแดดแรงมาก พวกเราเลยอด
ขอคอนเฟิร์มว่าที่นี่ร้อนโลกแตกจริงๆ แดดแรงสุดๆ แถมไม่มีต้นไม้ให้หลบเลยซักต้น (คอยหลบตามเงาหิน 555) ขนาดพวกเรากำลังจะออกเดินทางไปต่อประมาณ 9 โมงเช้า แดดเปรี้ยงยังกะตอนเที่ยง ดีที่ทางเข้าออกเค้ามีรถรับส่ง ไปงั้นเดินตากแดดจนกลายเป็นเนื้อแดดเดียวแน่
เป้าหมายต่อไปอยู่ไม่ไกลกันมากนัก นั่งรถแป๊บเดียวก็มาถึงวิหาร Dayr al-Bahri (เดลบาฮารี หรือ เอ อัล บาฮารี) เป็นวิหารของพระนางฮัตเชปซุต ฟาโรห์หญิงที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของอียิปต์ ซึ่งพวกเราอาจเคยได้ยินคนเรียกพระนางว่า “ราชินีมีเครา” มาถึงที่ก็ขอเล่าซักหน่อย ฮัตเชปซุตเป็นธิดาของฟาโรห์นักรบคือทุตโมสิสที่ 1 พระนางมีความสามารถมากทั้งด้านศิลปะ พาณิชย์ การต่างประเทศ จนทุตโมสิสที่ 1 ได้แต่งตั้งให้เจ้าหญิงพระองค์นี้นั่งบัลลังค์ร่วมกับพระองค์ แต่ตอนนั้นมีกฎว่าฟาโรห์ตั้งเป็นชายเท่านั้น พระนางจึงต้องสมรสกับทุตโมสิสที่ 2 ซึ่งเป็นน้องชาย และได้ปกครองอียิปต์ร่วมกัน แต่เนื่องจากทุตโมสิสที่ 2 ร่างกายอ่อนแอ ไม่นานก็สิ้นพระชนม์ พระนางจึงต้องสมรสอีกครั้งกับทุตโมสิสที่ 3 (โอรสของทุตโมสิสที่ 2 ที่เกิดจากนางสนม) ซึ่งตอนนั้นอายุแต่ 10 ปีเท่านั้น (ที่นั่นเค้าต้องแต่งงานก็คนที่มีสายเลือดเดียวกันเท่านั้น เค้าเชื่อว่าต้องการให้ฟาโรห์มีเลือดบริสุทธิ์ของเชื้อพระวงศ์อ่ะ) ตอนนั้นพระนางเป็นผู้สำเร็จราชการแทน แต่กลัววว่าประชาชนจะครหานินทา เวลาออกว่าราชการเลยแต่งตัวเป็นชายและใส่เคราปลอม
วิหารนี้ถูกออกแบบโดยเซเนมุต นักบวชคนสนิทของฮัตเชปซุต ทำเป็นสองชั้น แบบมีทางเดินยาวลาดขึ้นไปเรื่อยๆ ตามผนังมีภาพสลักนูนต่ำและภาพวาด บางส่วนถูกทำลาย คาดว่าสาเหตุมาจากทุตโมสิสที่ 3 เพราะพระองค์มีความแค้นใจที่ไม่ได้รับตำแหน่งที่พระองค์คิดว่าสมควรจะได้ (แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากสมัยฮัตเชปซุต ทุตโมสิสที่ 3 ก็เป็นฟาโรห์ที่เก่งกล้าสามารถมาก จนได้รับยกย่อง และมีชื่อเสียงโด่งดัง โดยเฉพาะในด้านการรบ และได้ฉายาว่านโปเลียนแห่งอียิปต์อีกด้วย) หลังจากนั้นพวกเราไปแวะที่ร้านทำหิน เค้าจะเอาหินที่สกัดมาได้ มาผ่านกรรมวิธีต่างๆ ได้เป็นหินสลักที่เราเห็นว่าสวยงามนั่นล่ะ ที่นี่เค้าเน้นหินอลาบาสเตอร์ แต่ก็ทำหินประเภทอื่นด้วยนะ ที่ร้านเค้ามีพวกหินตั้งโชวร์รูปต่างๆขายมากมาย แต่ละอันก็สวยๆทั้งนั้น อันที่ติดใจสุดๆก็คงเป็นหิน Moon Stone เวลาปิดไฟมันจะเรืองแสงเป็นสีนวลๆในที่มืด สวยมากอ่ะ สุดท้ายทนแรงตื๊อไม่ไหว เรา พ่อย นุ่น ซื้อหินอลาบาสเตอร์ทรงปิรามิดมาคนละอันสองอัน แถมนุ่นกับพ่อยยังได้โลงมัมมี่มาคนละอันหลังจากต่อราคาจนคนขายยอมแพ้ จริงๆแล้วตามโปรแกรมพวกเราต้องไปกินข้าวกลางวันแล้วไปสนามบินเลย แต่คงพอมีเวลาเหลือนิดหน่อย อีกทั้งยังเป็นทางผ่าน เค้าเลยให้พวกเราแวะถ่ายรูปกันที่ Colossi of Memnon เป็นรูปสลักขนาดใหญ่ 2 รูป สลักจากหินก้อนเดียว วางอยู่คู่กัน ตามตำนวนเทพนิยายกรีก เมมนอนเป็นกษัติริย์ที่ปกครองทั้งอิยิปต์และอาณาจักรคูช ไปช่วยลุงซึ่งเป็นกษัตริย์ของเมืองทรอยสู้รบกับกรีกและก็ตายในสงคราม (ฟังแล้วอยากไปอ่านหนังสือสงครามกรุงทรอยเพิ่มเลยอ่ะ) แม่ของเมมนอนขอพรกับเทพซูสให้ลูกชายนางฟื้นคืนชีพ แต่เทพซูสก็ช่วยแค่ให้คืนชีพแค่วันละครั้งตอนพระอาทิตย์ขึ้น เค้าว่ากันว่าเช้าๆจะมีเสียงโหยหวนดังแถบๆรูปสลักนี้ เล่ากันว่าเป็นเสียงร้องไห้คร่ำครวญของผู้เป็นแม่กับลูกชาย แต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าเสียงเกิดจากลมในทะเลทรายพัดผ่านก้อนหิน (ใครจะเชื่อยังไงก็แล้วแต่ ห้ามกันไม่ได้อยู่แล้ว เหอๆ)
หลังจากแวะถ่ายรูปสถานที่สุดท้ายจนหนำใจ (พร้อมกับซื้อแผนที่ Nile River เหมือนของพี่เป้จากเด็กแถวนั้นมาในราคา 1 US) ก็ไปกินอาหารกลางวัน (มื้อสุดท้ายบนแผ่นดินอิยิปต์) ร้านอาหารชื่อ Thebes Urban Village จัดร้านได้น่านั่งดีอ่ะ ทีแรกได้ยินว่าเป็นอาหารพื้นเมืองอีกแล้วก็เริ่มออกอาการยี้กันเป็นแถว แต่พอไปกินร้านนี้เข้าจริงๆกลายเป็นว่า ร้านนี้อร่อยดีแฮะ มีเนื้อตุ๋นด้วย เอิร์นชอบมากขนาดลุกไปเติมจานที่สอง (เป็นปรากฏการณ์พิสดารกว่ามีหิมะตกในไคโรอีกอ่ะ) สรุปว่ามื้อสุดท้ายจบลงด้วยดี(อย่างเหลือเชื่อ)
เวลาประมาณ 13.45 พวกเราเดินทางมาถึงสนามบิน Luxor Airport ที่นี่แตกต่างจากสนามบินอเล็กซานเดรีย(ที่เอิร์นเรียกว่าที่ทำการไปรษณีย์) ดูสะอาดและทันสมัยกว่าเยอะ(มาก) พวกเราสี่สาวถ่ายรูปกับอัคเมดแล้วพี่เป้เป็นครั้งสุดท้าย (ฟังดูเศร้าเนอะ) ขากลับได้นั่งเม้าท์กับคุยป้าสำเนียงกับคุณป้าละม่อมด้วย ป้าสำเนียงเล่าเรื่องประสบการณ์ในยุโรป เรื่องลูกสาวที่ไปเรียนอังกฤษ ทำให้เราได้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมากมาย ตอนรอขึ้นเครื่องที่ Gate ยืนเม้าท์กับพี่บู้ พี่เป้ สนุกสนานเฮฮามาก (หัวเราะกันจนคนฟิลิปปินส์แถวนั้นหันมามอง)
ถึงแม้ว่าทริปนี้จะมีเรื่องประหลาดๆเกิดขึ้นให้ตกใจอยู่เสมอ แม้จะมีบางเรื่องที่ต้องลำบากบ้าง(เป็นธรรมดาของการไปเที่ยว) แต่ก็มีหลายๆอย่างที่ทำให้เราสนุก มีเสียงหัวเราะ ได้รู้จักเพื่อนใหม่(หลากหลายวัย) ได้เจอไกด์ฮาๆ(ทั้งสองคน)
ทีแรกเราไม่ค่อยเทียวกับทัวร์เท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่ามันเร่งๆ แต่การมาครั้งนี้นับว่าคุ้มค่ามาก สำหรับเราคิดว่าได้มากกว่าที่คาดหวังไว้เยอะ ถ้าเป็นไปได้อยากไปเที่ยวกับคณะนี้อีก (แต่คงเป็นไปได้ยาก) พ่อยยังบอกเลยว่ามาเที่ยวครั้งนี้เหมือนไปทัศนศึกษา มีเพื่อนๆยี่สิบกว่าชีวิต คุณครูประจำชั้นสองคน พอกลับถึงกรุงเทพวันแรกรู้สึกหวิวๆไงไม่รู้ รู้สึกอยากไปเที่ยวต่อ อยากใช้เวลาดีๆแบบนี้อีก ใครที่ไม่มาเจอเหมือนเราก็คงไม่รู้ ว่ามันเกินคำบรรยาย จนไม่สามารถพิมพ์ออกมาเป็นตัวหนังสือได้
สุดท้ายนี้ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาร่วมแชร์ประสบการณ์ ขอบคุณที่ทนอ่านไดอารี่รั่วๆ ที่พิมพ์ผิดบ่อยๆ อ่านแล้วงงๆบ้าง ถ้ามีส่วนไหนที่เราพาดพิงถึงใคร หรือให้ข้อมูลผิดๆถูกๆไปบ้างก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ไว้โอกาสหน้า ถ้ามีอะไรดีๆจะเอามาเล่าสู่กันฟังอีกน้า
ปล.วันที่ 23 ใช้ชีวิตบนเครื่องบิน ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ มันไม่ค่อยมีรายละเอียดอะไรเท่าไหร่หรอก นอกจากนั่งเม้าท์กับพ่อยตลอด 4 ชั่วโมง พอเปลี่ยนเครื่องก็หลับเป็นตายเท่านั้นเอง เหอๆ
พอดีนึกถึงเนื้อเพลง Voyager ท่อนนี้ขึ้นมาได้ (เข้ากับความรู้สึกเราที่มีต่อทริปนี้มากอ่ะ)
Life as a voyager 目を 凝らして、 全て 胸に 焼き付けて 新しい アルバムを 色取るのさ。。。
ไม่รู้จะแปลยังไง ใครอยากรู้ หลังไมค์ละกันนะ
See you on the next trip…
April 03 The Road to Egypt (part 6)หวังว่าคนที่ตามอ่านมา อย่าพึ่งเบื่อกันไปก่อนนะ
ตอนนี้มันถึงวันท้ายๆแล้วล่ะ (แต่สำหรับเรา สนุกจนวันสุดท้ายเลยล่ะ เหอๆ)
มาอ่านต่อเลยดีกว่า
21 มีนาคม วันนี้ตื่นตั้งแต่ตี 4 เลย เพราะว่าทุกคนลงมติให้เราตื่นคนแรก เนื่องจากห้องพวกเรานอนกัน 4 คน ห้องน้ำต้องแบ่งกันใช้ เลยต้องจัดเวรกันว่าใครต้องตื่นก่อน วันนี้เราตื่นมาทั้งๆอยากนอนต่อเต็มแก่ เพราะรู้ว่าวันนี้ตามกำหนดการณ์ต้องไปต่ออีก 3 เมือง (ดีนะที่มันใกล้ๆกับอัสวาน ถ้านั่งรถ 3 ชั่วโมงอีกนี่มีหวังก้นติดที่นั่ง คราวนี้แกะไม่หลุดแน่) เมืองแรกที่เราจะไปคือ Komombo (คอมออมโบ) นั่งรถจากอัสวานประมาณ 45 นาที พอมาถึงพวกเราก็ไม่รอช้า ตรงดิ่งไปวิหารคอมออมโบกันเลย วิหารนี้ไม่ใหญ่มากนัก สร้างไว้เพื่อเทพฮอรัส (มีชื่อต่อว่าอะไรซักอย่างเนี่ยแหละ แต่เห็นอัคเมดบอกว่าเรียกง่ายๆว่า Horus the great) และเทพโซเบค(ถ้าใครเคยเห็นจะหน้าเป็นจระเข้ไง) ภายในวิหารมีภาพนูนต่ำที่แทนปฏิทินของอียิปต์โบราณ สมัยก่อนเค้าไม่ได้แบ่งสัปดาห์เหมือนปัจจุบัน เค้าจะแบ่งว่า เดือนหนึ่งจะมี 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 10 วัน บนปฏิทินแต่ละวันจะมีชื่อเทพแต่ละองค์ รวมทั้งระบุด้วยว่าควรนำอะไรมาถวายเทพตามวันนั้นๆ
อีกสิ่งนึงที่ทำให้วิหารนี้แตกต่างจากที่อื่น คือมีภาพสลักนูนต่ำแสดงเกี่ยวกับการรักษา และเครื่องมือทางการแพทย์ เพราะคนโบราณเชื่อว่า ถ้ามาขอพรที่วิหารนี้ เทพฮอรัสจะช่วยรักษาโรคให้ได้ (ถ้าใครเคยอ่านตำนานเกี่ยวกับฮอรัส ก็อาจจะพอรู้ว่าดวงตาของฮอรัสที่เทพธอทมอบให้ เป็นสัญลักษณ์ของการรักษา ใครอยากรู้ติดต่อขออ่านหลังไมค์ได้น้า ^^) ถ้าสังเกตดีๆ เสาของวิหารนี้จะมีลักษณะของศิลปะแบบกรีก-โรมัน เพราะว่ามันสร้างในสมัยราชวงศ์ปโตเลมี(ที่เป็นเชื้อสายทางกรีก) แต่ว่าก็ผสมผสานเข้ากับศิลปะของชาวอียิปต์โบราณได้ดี
พวกเราอยู่ชมวิหารนี้กันได้ไม่นานก็ได้เวลาเคลื่อนพล(อีกแล้ว เร็วมากอ่ะ) พวกเราแวะเมืองเล็กๆระหว่างทางไปเมืองลักซอร์ เมืองนั้นก็คือ Edfu (เอ็ดฟู หรือ อิดฟู) ห่างจากลักซอร์ประมาณ 100 km มีวิหารเอ็ดฟู ซึ่งเป็นหนึ่งในวิหารแบบกรีก-โรมันอีกที่หนึ่ง ใช้เวลาสร้างถึง 185 ปีตั้งแต่สมัยปโตเลมีที่ 2 ถึงปโตเลมีที่ 12
ที่นี่เราก็แวะกันได้แป๊บเดียวอีกแล้ว (ยังไม่ทันได้ถ่ายรูปเท่าไหร่เลยอ่ะ) และแล้วพวกเราก็มาถึงเมือง Luxor (ลักซอร์) ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของวันนี้ พอถึงเมืองก็รีบมุ่งตรงไปที่วิหารคาร์นัค(Karnak)กันทันที (กะไม่ให้พักหายใจกันเลยทีเดียว) วิหารนี้ใหญ่มาก(จริงๆแล้วใน Complex มันมีหลายวิหารมาก เดินวันเดียวคงไม่หมด) แถวเป็นวิหารที่สร้างโดยฟาโรห์หลายพระองค์ ที่ขึ้นชื่อคงเป็น Hypostyle Hall ที่มีเสาแกะสลักถึง 134 ต้น Hall ใหญ่จะแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ด้านหนึ่งสร้างโดยฟาโรห์รามเสสที่ 2 อีกด้านสร้างโดยฟาโรห์เซติที่ 1
ที่วิหารนี้มีรูปสลักของ Scarab ยักษ์ ตั้งโดยบริเวณที่เค้าเชื่อว่าเป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ เค้าเชื่อกันว่าถ้าผู้ชายเดินวนรอบ 7 รอบจะโชคดี ส่วนผู้หญิงถ้าเดินวนครบ 7 รอบ(เหมือนกัน)จะได้แต่งงาน พวกกรุ๊ปทัวร์เราก็รีบไปเดินกันใหญ่ ทั้งคนที่แต่งงานแล้วและยังไม่แต่ง แต่พวกเราสี่สาวขอบาย ถ้าเกิดเป็นความจริงขึ้นมาคงไม่ดีแน่ เหอๆ(ใครจะอยากแต่งตอนนี้ จริงมะ) เลยได้ทีนั่งหลบแดดเป็นเพื่อนพี่เป้อยู่ตรงโขดหินข้างๆ (พร้อมถ่ายรูปท่าประหลาดกันมาเพียบ)
คืนนี้จะมีการแสดง Sound & Light ที่วิหารคาร์นัค (คืนวันศุกร์จะมีสองรอบ รอบแรกเป็นภาษาอังกฤษ รอบสองเป็นภาษาฝรั่งเศส) คณะทัวร์เรามีคนแจ้งความจำนงกับอัคเมดว่าจะไปดูทั้งหมด 5 คน ได้แก่ เรา พลอย นุ่น พี่อุ้ย และอาจารย์เจ (เอิร์นบอกว่าขอนอนอยู่โรงแรมดีกว่า) อัคเมดเลยไปจองตั๋วให้ก่อน เราจะกลับมาดูหลังจากไปชมวิหารลักซอร์
เป้าหมายต่อไปอยู่ไม่ห่างกันมากนัก ถ้านั่งรถก็ไม่ถึง 10 นาทีก็ถึง นั่นคือวิหาร Luxor (ลักซอร์) เป็นวิหารที่มีความสำคัญมากไม่แพ้กัน เค้าว่ากันว่า ในอดีตวิหารนี้มีทางเดินเชื่อมต่อกับวิหารคาร์นัค สองข้างทางมีสฟิงซ์มากหน้าหลายตา ยืนเรียงรายอยู่เป็นร้อยตัว เชื่อกันว่าทางเดินนี้ใช้สำหรับเวลาที่เทพอามุนรา เดินทางจากวิหารนึงไปอีกวิหารนึง เค้าจะมีการเฉลิมฉลอง ชาวเมืองทุกคนจะมารวมตัวกัน เพื่อเฝ้าดูเทพ (ว่าแล้วก็นึกถึงความเชื่อศาสนาพุทธ ที่เวลาออกพรรษา พระพุทธเจ้าจะเสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็มีประชาชนมาเข้าเฝ้า ถวายข้าวต้มลูกโยนกันอย่างนี้เหมือนกัน)
หลังจากนั้นเวลาประมาณหกโมงครึ่ง อัคเมดส่งพวกเราผู้ร่วมชะตากรรมทั้ง 5 ขึ้นรถตู้ เค้าบอกว่าจะมีคนรออยู่ที่คาร์นัค เพื่อเอาตั๋วให้พวกเรา พี่เป้กับอัคเมดเดินมาส่งถึงประตูรถ อัคเมดอุตส่าห์มาอวยพรว่า “Good luck, I hope to see you again” พูดงี้หมายความว่าไงเนี่ย ชักกลัวๆซะแล้วเหอๆ (แถมตอนพี่เป้โบกมาบ๊ายบายยังมีการขยิบตาด้วยอ่ะ ดูท่าทางมีเลศนัยสุดๆ) ประมาณทุ่มนึงการแสดงแสงสีก็เริ่มขึ้น ตอนเปิดตัวดูอลังการมาก แสงสีส้มตรงทางเข้า มีสฟิงซ์อยู่สองข้างทาง เห็นแล้วขนลุกเลย ช่วงแรกๆเค้าให้เดินๆไปเรื่อยๆ หยุดตามจุดต่างๆ แล้วก็จะมีคำพูดบรรยาย จำลองสถานการณ์ว่าเทพพูดอยู่บ้าง ฟาโรห์พูดอยู่บ้าง น่าเสียดายที่มีแค่แสงสีส้มเป็นส่วนใหญ่ (มีสีฟ้ากับแดงโผล่มานับครั้งได้) การแสดงรวมๆมีประมาณ 1 ชม. 15 นาที แต่ช่วงประมาณ 40 นาทีหลัง เค้าให้นั่งเฉยๆ ฟังไปเรื่อยๆอ่ะ (แสงสีส้มยังคง 90%) อีกทั้งยังมีของแถมเป็นเสียงสวดจากสุเหร่าที่ดังระงมมาจากทั่วทั้งเมืองพร้อมๆกัน (เนื่องจากวันนี้เป็นวันศุกร์ เข้ามาการสวดชุดใหญ่กัน)
ตามความเห็นของเรา ถ้าปรับปรุงเรื่องการแสดงนิดหน่อย เช่น เพิ่มส่วนที่มีคนออกมาแสดง ทำท่าทาง เพิ่มสีสัน แล้วก็ไม่ให้นั่งเฉยๆนานขนาดนี้ จะเป็นโชว์ที่คุ้มค่ากว่านี้มาก (ลืมบอกไป ค่าตั๋วนี่ 35 US เชียวนะ) แต่มาดูนี่ก็ดีอย่าง คือทีแรกพวกเราสามคนแทบไม่เคยคุยกับพี่อุ้ยเลย ส่วนอาจารย์เจไม่ต้องพูดเลย พวกเรายังไม่เคยคุยมาก่อน แต่พอผ่านการแสดงแสงสีมาพร้อมกัน ก็ทำให้ได้คุยกันมากขึ้น เพราะตอนเลิก มีการพูดกันเล่นๆด้วยว่า จะไปหลอกพวกคนที่ไม่มาดู ว่ามันอลังการมาก (แต่สุดท้ายก็หลอกไม่สำเร็จ แค่พี่อุ้ยเดินยิ้มมาทุกคนก็รู้แล้ว เหอๆ) อาจารย์เจถึงกับเตรียมไว้ด้วยว่าตอนไปเล่าจะทำสีหน้ายังไง(ตลกดีอ่ะ)
พวกเราไปสมทบกับคนอื่นๆที่ร้านอาหารจีนเวลาประมาณสองทุ่มกว่า หลังจากกินเสร็จไกด์ทั้งสองก็พาเราไปขึ้นรถม้าไปตลาดในเมือง (เป็นการไถ่โทษที่พวกเราอดดู Unfinished Obelisk กับ เชื่อนอัสวานใหม่) รถม้านี่เป็นแบบนั่งได้ 4 คน คนบังคับม้านั่งด้านหน้า(บางทีก็มีอีกคนมานั่งด้วย) กลายเป็นว่าม้าต้องลากคนถึง 6 คน (ซ้ำร้ายเราเห็นบางคนมีเด็กเกาะท้ายไปอีกคนด้วยอ่ะ) น่าสงสารม้ามากๆอ่ะ (ลาที่นี่ก็น่าสงสาร) ระหว่างทางผ่านถนนหนทางแถวนั้น(รู้สึกว่าเค้าพาเราอ้อม สงสัยอยากให้คุ้มค่ากับตังค์ที่เสียไป) บ้านเรือนก่อนถึงตลาดดูเก่าๆ ถนนก็ค่อนข้างสกปรก พลอยยังบอกเลยว่าถ้าได้เป็นมหาเศรษฐีจะขอเอาเงินกลับมาพัฒนาประเทศนี้ เหอๆ
พอถึงตลาด ดูภายนอกคิดว่าไม่น่าจะวุ่นวายเท่าตลาดเอลคาลิลิ แต่พอเดินเข้าไปดูของก็เช้าใจทันที พ่อค้าอียิปต์ไม่ว่าอยู่ทีไหนก็นิสัยเหมือนกัน ทุกคนต้องพูดว่า “Come inside, I have everything you want” (เหมือนกันไม่ผิด) พอถามราคาก็บอกซะสูงลิ่ว ต่อเหลือต่ำกว่าครึ่งก็ทำหน้าตกใจ แต่พอทำท่าจะออกจากร้านทำนั้นแหละ ต้องพูดว่า “One minute…ok ok” ทุกรายไป แถมพ่อค้าน่ากลัวมาก พยายามดึงเข้าร้านตลอดเวลา (ห้ามสบตาว่างั้นเหอะ) สุดท้ายไปซื้อกระเป๋าผ้าฝากน้องๆที่บ้านอย่างเดียว แล้วก็ตัดสินใจเลิกเดินละ เริ่มทนพฤติกรรมคนที่นี่ไม่ได้ เหอๆ เลยเดินกลับมาที่ café ซึ่งเป็นจัดนัดพบ เหลือเวลาอีกเกือบชั่วโมง ไม่ร้จะทำอะไร เลยเดินไปนั่งโต๊ะข้างพี่เป้กับอัคเมด พร้อมกับซื้อน้ำ Fanta Apple มากินคนละกระป๋อง(ตามคำแนะนำของพี่บู้) ตอนซื้อก็จำใจมาก กระป๋องตั้ง 1.5 US ลองคูณเงินเทียบกับบ้านเราก็แทบจะเหงื่อตก แต่ตอนนั้นคิดว่าทำไงได้ บ้านเราไม่มีให้กิน ลองหน่อยก็ดี สรุปว่าพอกินแล้วเหมือนน้ำแอปเปิ้ลที่หวาน(มากกกกกกก)ใส่โซดา(ซ่ามากกกกกก) บรรยากาศโดนรอบก็ดีเหลือเกิน มีคนนั่งสูบชิชากลิ่นฟุ้งไปหมด
ถึงเวลานัดหมายประมาณ 22.20 ทุกคนมารวมตัวกันที่จุดนัดพบ มีเด็กอียิปต์กลุ่มหนึ่งพยายามมารุมจะขายของให้ได้ บางคนพยายามเรียกร้องความสนใจ โดยการเต้นส่ายเอวไปรอบๆตัวพวกเรา(พลอยแซวพี่เป้ว่าลูกตามมาหา 555) พอพวกเราปฏิเสธไปก็ทำหน้าผิดหวัง แต่ยังคงตื๊อต่อไป กระทั่งพวกเราเดินกลับมาถึงรถม้า เด็กพวกนี้ก็ยังไม่ละความพยายาม ตามมาเกาะขอบถึงที่(จนคนขับต้องไล่ไป) ขนาดเด็กๆยังตื๊อซะขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยที่โตมาจะถอดแบบกันมาหมด กว่าจะกลับถึงโรงแรม ISIS Luxor Hotel ก็ห้าทุ่ม แถมห้องก็อยู่ไกลหลืบสุดขั้วโลก นุ่นบอกว่า อัคเมดพูดว่าจะให้ห้อง Special room เพื่อไถ่โทษเรื่องห้องที่โรงแรม ISIS Island แต่พวกเราลงมติกันแล้วว่ามันเป็นห้องแบบ “ไกล & หลืบ Special” จริงๆ (แถมอัดเมดทำหน้ากรุ้มกริ้มบอกว่า “I know your room number” ขณะที่พี่เป้หัวเราะ ขำแบบสะใจอีกต่างหาก…ซ้ำเติมกันเข้าไป)
คืนนี้นอนห้องละสองคน แต่มีเตียงเสริมให้ คิดดูดิ (ทีวันก่อนเตียงไม่พอ) มีเรื่องน่าขนลุกว่าพ่อยได้ยินเสียงคนผิวปากด้วยอ่ะคืนนั้น เนื่องจากพี่เป้อยู่ห้องข้างๆ เช้ามาเลยมาแซวว่าเสียงอัคเมดป่าว (ยังเล่นได้อีกนะพี่ - -“)
เอาเป็นว่าวันนี้ก็เป็นอีกวันที่เม้าท์มันมาก ไปหลายที่ เจอโดนหลอก(ให้เสีย 35 US) แต่ก็สนุกดีนะ อิอิ
ติดตามกันต่อไปน้า
to be continued…
March 31 The Road to Egypt (part 5)
ได้ฤกษ์อัพต่อซะที (หลังจากพ่อยรีเควสว่าอยากอ่านต่อเร็วๆ) 20 มีนาคม เช้าวันนี้อุตส่าห์ตื่นตั้งแต่ 6 โมง เพราะเมื่อคืนอัคเมดบอกว่าอาหารเช้าจะมาประมาณเจ็ดโมงครึ่ง จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเสร็จสรรพ(ด้วยวิทยายุทธขั้นสูง เพราะต้องเปลี่ยนในพื้นที่ห้องรถไฟขนาด 1.5x2 m อีกทั้งมีสัมภาระวางอยู่มากมาย) อาหารเจ้ามาเข้าจริงๆก็ประมาณแปดโมงครึ่ง พวกเราเลยถ่ายรูปเล่นกันตรงทางเดินไปพลางๆก่อน อาหารเช้าไม่ได้ดีไปกว่าเมื่อคืน ดีนะที่พกคุ้กกี้มาด้วย (อร่อยกว่ากันเยอะอ่ะ) เช้านี้มีเรื่องน่าสยองขวัญด้วยกัน 2 เรื่อง เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวก่อนละกัน พอประมาณ 10 โมงมีคนมาเคาะประตู (ตอนนี้เราสี่สาวมานั่งเม้าท์อยู่ในห้องเดียวกัน) ประตูที่นี่ตาแมวก็ไม่มี แถมโซ่คล้องก็บางๆอีก เวลาเปิดประตูให้ใครก็ต้องแอบลุ้นไปด้วย
สรุปว่าบุคคลลึกลับที่มาเคาะคือ อัคเมด (มาอีกแล้วเหรอเนี่ย!!) ทีแรกก็มาบอกว่าอีกประมาณครึ่งชั่วโมงจะถึง ให้เตรียมตัวเก็บของ(ซึ่งพวกเราเก็บเรียบร้อยแล้ว) แล้วก็ชวนคุยบ้าบอไรไม่รู้อ่ะ สุดท้ายก็วกเข้าเรื่อง My wives อีกแล้ว นุ่นตอบไปว่าไม่สนใจ Egyptian husband เพราะพวกเราชอบ Asian boy อัคเมดก็ถามอายุพวกเราอีก แถมถามว่ามีแฟนกันยัง พ่อยโกหกไปว่ามีแฟนกันหมดแล้ว ดันไม่เชื่ออีก (เอากะเฮียแกดิ) แล้วก็บอกว่า I don’t care พวกเราก็ตอบแทบจะพร้อมๆกันว่า but we care!! พูดเรื่องนี้ไปนานมากอ่ะ ไม่ยอมไปซะที(คาดว่าประมาณ 20 นาทีได้) พอมีเจ้าหน้าที่มาเดินแจ้งว่ารถไฟใกล้ถึงแล้ว พวกเราถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก
มาถึงสถานี Aswan (อัสวาน) ก็ปาเข้า 10 โมงครึ่ง (ตามกำหนดการณ์ 9 โมง) พวกเราโดนต้อนขึ้นรถบัสกันอย่างรีบเร่ง เพราะต้องไปให้ทันขบวนคาราวาน วันนี้เราจะเดินทางไป Abu simbel (อาบูซิมเบล) แบบขบวนคาราวาน(หรือ Convoy) นั่นคือมีรถตำรวจนำ และมีรถบัสวิ่งต่อไปเป็นขบวน อีกทั้งมีตำรวจนั่งไปด้วยในรถทุกคัน ที่เค้าต้องทำแบบนี้เพราะเหตุเกิดเมื่อหลายปีก่อน มีนักเที่ยวต่างชาติโดนลากไปยิงทิ้งในวิหารเดลบาฮารี (ที่เราจะไปกันในวันสุดท้าย)
พอมาถึงจุดรวมตัวก็ต้องรอรถคันอื่นมาครบ พวกเราให้แวะถ่ายรูปกันที่ Unfinished Obelisk หรือเสาโอเบลิสก์ที่เชื่อว่าถ้าสร้างเสร็จจะใหญ่ที่สุดในโลก หรืออาจสูงถือ 140 m ผู้ที่สั่งให้สร้างคือฟาโรห์หญิงฮัปเชปซุต (ฟาโรห์คนโปรดของเราเอง อิอิ) ประมาณ 10 นาที อัคเมดก็เรียกไปขึ้นรถ ระหว่างทางผ่านเขื่อนอัสวานเก่า(Old dam) จริงๆตามรายการเที่ยวเราต้องไปเขื่อนอัสวานใหม่(High dam) ด้วยแต่เนื่องรถไฟช้าเลยต้องตัดไป ไหนๆผ่านเขื่อนก็ขอบรรยายหน่อย (จากที่อ่านมาและฟังจากไกด์ทั้งสอง) เดิมอียิปต์มีสร้างเขื่อนอัสวานเก่าโดยอังกฤษ แต่มันไม่พอเพียงกับการใช้ ในปี 1960 สมัย ปธน.นัสเซอร์ จึงมีโครงการสร้างเขื่อนอัสวานใหม่ โดยโซเวียตให้ความช่วยเหลือ และมีโครงการขุดทะเลสาบนัสเซอร์ด้วย (เห็นตอนนั่งเครื่องบิน ใหญ่มากเหมือนทะเลเลยอ่ะ) ก็เกิดปัญหาตามมาอีกว่าหากสร้างเขื่อนใหม่กับุทะเลสาบสำเร็จ จะต้องมีวิหารกว่า 17 แห่งจมอยู่ใต้น้ำ อียิปต์จึงขอความช่วยเหลือจากยูเนสโก ให้ช่วยขนย้ายวิหารเพื่อหนีน้ำ และกู้ได้ 14 แห่ง วิธีการเคลื่อนย้ายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เท่าที่เคยดูสารคดีมา เค้าบอกว่าต้องวาดเส้นแบ่งวิหารเป็นส่วนๆ เขียนเบอร์แปะไว้ หาเครื่องมือมายึดวิหารไว้เวลาตัดเป็นชิ้นๆจะได้ไม่พังโครมลงมา แล้วตัดวิหารเป็นส่วนๆ(ไม่แน่ใจว่าเอาอะไรตัด) ขนย้ายไปประกอบในที่ใหม่ที่พ้นน้ำ ซึ่งวิหารอาบูซิมเบลที่เรากำลังจะไปนี้ ก็เป็นหนึ่งในวิหารที่กู้หนีน้ำมาได้
เขื่อนใหม่สร้างเสร็จประมาณปี 1972 ซึ่งตรงกับสมัย ปธน.อัลวา อัล ซาดัต เกิดรอยร้าวที่เขื่อนอัสวานใหม่ ทำให้ต้องทำการซ่อมแซมกันยกใหญ่ ช่วงหลังๆอียิปต์รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับอเมริกา ทำท่าทางห่างเหินจากค่ายคอมมิวนิสต์ จึงได้รับความช่วยเหลือทั้งเงินทุน และเทคโนโลยีจากอเมริกาในการซ่อมแซม อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างย่อมมีข้อดีและข้อเสีย การสร้างเขื่อนนี้ก็มีผลกระทบกับระบบนิเวศเหมือนกัน โคลนตะกอนต่างๆในฤดูน้ำหลากก็ไม่มี ทำให้ต้องใช้ปุ๋ยเคมีแทน พวกสัตว์น้ำที่เคยมีก็ลดลง เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขกันต่อไป
ระยะทางจากอัสวานถึงอาบูซิมเบล ยาวถึงประมาณ 280km ใช้เวลาเดินทางเกือบสามชั่วโมงครึ่ง ระหว่างทางไกด์ก็เล่าอะไรเรื่อย บ้างก็ปล่อยให้พวกเรานอน(เพราะเมื่อคืนนอนบนรถไฟมันสุดยอดจริงๆ) เราก็ถือเอาช่วงนี้มาเล่าวีรกรรมน่าสยองขวัญบนรถไฟอันที่สองเลยดีกว่า เหตุเกิดในโบกี้ 5 (คงจำได้ว่าพวกเราอยู่โบกี้ 6 ห่างกันแค่ประตูกั้นบานเดียว) เวลาประมาณตี 3 มีโจรบุกรถไฟ!! เท่าที่ฟังคุณลุงคุณป้าเล่า น่าจะมีกัน 3 คน มีคนนึงทุบกระจกประตูรถเข้ามาได้ ยามเฝ้าโบกี้ก็เข้าไปขัดขวางไว้ เกิดกันปะทะกันอยู่พักนึง บังเอิญที่อาจารย์เชิดชัยออกมาจากห้องพักพอดี เลยเข้าไปสู้กับคนร้าย ไม่รู้ทำอิท่าไหน คนร้ายตกลงไปจากรถไฟ (ไม่ได้ถามว่าตกไปตอนรถวิ่งป่าว) เช้าวันนี้อาจารย์แกเลยดูภาคภูมิใจเป็นพิเศษ (คุยเรื่องนี้กันตั้งแต่เช้าๆไม่หยุดเลย เหอๆ) จนพี่เป้บอกว่าอาจารย์เป็นฮีโร่ประจำกรุ๊ปทัวร์เราไปแล้ว
เวลายังเหลืออีกเกือบสองชั่วโมง ขณะที่ลูกทัวร์หลายๆคนไม่มีอะไรทำ ก็ได้อาจารย์สมคิดออกมาเล่าบทประพันธ์ของพนมเทียนเรื่อง “จุฬาตรีคูณ” เป็นเรื่องราวความรักข้ามอาณาจักร แถบลุ่มแม่น้ำคงคา เป็นเรื่องเจ้าชายเจ้าหญิง การเมือง การสู้รบ ความรัก แถมอาจารย์ร้องเพลงประกอบให้ฟังด้วย ฟังๆดูแล้วน่าสนใจดี ท่าทางต้องไปหามาอ่านมั่งซะแล้ว เหอๆ นอกจากนี้อาจารย์ก็ร้องเพลงของละครอีกหลายเรื่อง เช่น ในฝัน ดัชนีนาง เป็นต้น เอาเป็นว่ามาทัวร์ครั้งนี้คุ้มเลย ได้ทั้งอียิปต์ ได้ทั้งวรรณคดีกับเพลงไทย (เรา พลอย นุ่น นั่งฟังอย่างตั้งใจตลอดทางเลย เอิร์นมีแอบหลับบ้าง) ส่วนอาหารกลางวันเป็นอาหารกล่อง(เพราะไม่มีเวลาแม้จะแวะกินข้าว และที่สำคัญระหว่างทางไม่มีร้านอาหารให้แวะ) แต่ความอนาถของอาหารพื้นเมืองก็เหมือนเดิม 555 แอปเปิ้ลเนี่ยซุยยิ่งกว่าทรายซะอีก ที่โชคร้ายสุดคือกล่องอาหารเรามีน้ำมะม่วง (ใครอยากรู้ว่ามันเลวร้ายแค่ไหนก็ลองเอามะม่วงสุกจัดๆมาปั่นแล้วกรองเอาแต่น้ำมากินดิ แล้วจะรู้)
มาถึงวิหารอาบูซิมเบลก็ปาเข้าไป 13.40 แล้ว ที่วิหารนี้อนุญาตให้ถ่ายรูปได้แต่ด้านนอก(เอากล้องเข้าได้แต่ห้ามถ่าย) เป็นวิหารของฟาโรห์รามเสสที่ 2 (พระองค์นี้สร้างวิหารไว้มากมาย วันอื่นๆเราก็ได้ไปกันอีก) วิหารนี้ถูกย้ายมายังที่ตั้งปัจจุบันเมื่อปี 1965 เพื่อหนีน้ำจากเขื่อนอัสวานใหม่ที่ได้บอกไปแล้ว วิหารสร้างโดยเจาะเข้าไปในภูเขา ข้างๆมีวิหารของพระนางเนเฟอตารี มเหสีคนโปรดของรามเสสที่ 2 ลักษณะวิหารก็สร้างโดยเจาะเข้าไปในภูเขาเหมือนกัน (นี่ถ้าสุสานหินอ่อนสีดำที่วางแผนว่าจะสร้างตรงข้ามกับทัชมาฮาลที่เป็นหินอ่อนสีขาวถูกสร้างให้เสร็จ ก็คงมีลักษณะเดียวกัน คือเป็นสิ่งก่อสร้างของคู่รัก โรแมนติกซะไม่มี เหอๆ) เค้าว่ากันว่ารามเสสที่ 2 มีมเหสีและพระสนมหลายคน แต่เนเฟอตารีเป็นคนที่พระองค์ให้ความสำคัญมากที่สุด ตามที่ดูสารคดีมา เค้าบอกว่าเนเฟอตารีไม่ใช่คนสวยมาก (แม้ว่า nefer จะแปลว่าสวยก็ตาม) แต่เธอเป็นคนเอาใจเก่ง รู้จักบริหารเสน่ห์ ว่ากันว่าเธอมีเครื่องสำอางเป็นลังๆ น้ำหอมอีกสารพัดชนิด อุปกรณ์แต่งองค์ทรงเครื่องอีกเป็นคนรถ ก็สมควรล่ะ ที่รามเสสที่2 จะทั้งรักทั้งหลง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่พระนางมีแต่ลูกสาว ไม่งั้นลูกชายคงได้เป็นฟาโรห์ต่อจากพ่อละ วันนี้แดดเปรี้ยงสุดๆ แต่ข้อดีคือได้เห็นแม่น้ำไนล์สีฟ้าสดมาก แสงแดดทอดผ่านผืนน้ำเป็นประกาย ยิ่งขับให้สีฟ้านั้นสดใสมากขึ้น(ชอบอ่ะ) หลังจากเยี่ยมชมวิหารนี้เสร็จ พวกเราก็นั่งรถเดินทางกลับอัสวาน ใช้เวลานานไม่ต่างกับขามา ก็ได้อาจารย์สมคิดนี่แหละเล่านิทานและร้องเพลงไปตลอดทาง (ช่วงหลังทุกคนหมดแรง หลับเป็นตายกันเป็นแถว) อาหารเย็นมื้อแรกที่อัสวานกินกันที่ร้านอาหารบนเกาะ(แต่ยังคงเป็นอาหารพื้นเมือง - -“)
หลังอาหารก็นั่งเรือเล็กต่ออีกประมาณ 10 นาทีก็ถึงเกาะที่เป็นที่ตั้งของโรงแรม Isis Island Hotel (ตอนนั่งเรือผ่านโรงแรมคาตาแรคด้วยแหละ อุตส่าห์ถามพี่เป้มาว่าจะผ่านโรงแรมนี้ป่าว สำหรับฉันอยากเห็นซักครั้ง เพราะมันเป็นหนึ่งในฉากในนิยายสืบสวน เรื่อง Death on the Nile ของ Agatha Christie แต่ถ่ายรูปกลางคืนไม่ชัด รอมาถ่ายกลางวันดีกว่า) ระหว่างอยู่บนเรือ อัคเมดพูดเรื่อง My wives อีกแล้ว(ยังไม่เลิก) มีคนพูดถึงว่ามีจระเข้ในแม่น้ำ ซักคนพูดขึ้นมาว่า “เป้ระวังนะ มีตัวอันตรายอยู่ในแม่น้ำ” พี่เป้ซึ่งนั่งอยู่ข้างอัคเมดก็ตอบไปว่า “ตัวอันตรายก็นั่งอยู่ข้างๆผมนี่แหละครับ” (เนื่องจากวันนี้พี่เป้ต้องนอนห้องเดียวกับอัคเมด) ทำเอาพวกเราฮากันไปตามๆกัน (อัคเมดหันมาถามว่าคุยเรื่องไรกัน พี่เป้ก็บอก Nothing ฮาดีอ่ะ)
ปกติแล้วทุกวันเราจะจบบันทึกด้วยการเข้าโรงแรม แล้วนอนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันต่อไป แต่คืนนี้ไม่ใช่คืนธรรมดาอย่างที่ผ่านๆมา มีการแอ็คชั่นเกิดขึ้นอีกแล้ว เนื่องจากมีเหตุผิดพลาดเล็กน้อย ห้องพักในส่วน hotel ไม่พอ เราต้องไปนอนในส่วนที่เป็น village (บ้านพักเป็นหลังๆ) พี่เป้กับอัคเมดพาเราสี่สาวกับครอบครัวคุณหมอไปบ้านพักที่ชื่อ Murbarak ส่วนกลุ่มอาจารย์เอแบคไปอยู่บ้านใกล้ๆกัน ทีแรกพวกเราตื่นเต้นกับห้องนอนชั้นบนแบบ VIP ที่ไม่เคยได้พักมาก่อน เตียงขนาดใหญ่มาก(นอนได้ประมาณ 4 คน) มีเตียงเสริมให้ด้วย โคมไฟอย่างหรู ห้องน้ำกว้างกว่าห้องนอนที่บ้านอีก มี walk-in closet มีอ่างจากุชชี่ อย่างไฮโซอ่ะ
แต่ไปๆมาๆ ครอบครัวคุณหมอบอกว่า ห้องนอนด้านล่างมีห้องนึงนอนไม่ได้ เพราะว่าอับมาก ไม่มีแอร์ หน้าต่างก็บานเล็กนิดเดียว ห้องน้ำก็ล็อกไม่ได้ พวกเราเลยบอกให้ครอบครัวคุณหมอไปนอนชั้นบน เพราะนอกจากห้องไฮโซมีห้องเล็กอีกห้อง แล้วพวกเราจะนอนห้องข้างล่างกัน 4 คนก็ได้ (หลังจากผ่านการนอนห้องเวลาไปทริปที่คณะ ที่นอนกันทีห้องละ 10 คน แค่นี้นอนได้สบายมาก) แต่คุณแม่น้องปาล์มบอกว่า ไม่ได้หรอก จะนอนกันในห้องเล็กๆอย่างนี้ได้ไง พี่เป้มาดูสถานการณ์ บอกว่าจะไปหาห้องเพิ่มให้แล้วก็เดินไป reception(ที่ใช้เวลาเดินนานอ่ะ) พี่เป้หายไปนานมาก พ่อยกับนุ่นเลยอาสาไปดูให้ สองคนนี้ก็ไปนานอีกเช่นกัน ระหว่างนั้นก็มีเจ้าหน้าที่โรงแรมมา บอกว่ามีคนโทรไปบอกว่าห้องนอนมีปัญหาเกี่ยวกับแอร์ คุณแม่น้องปาล์มเลยอธิบายเค้าว่า แอร์ไม่ได้เสีย แต่ห้องนอนมันไม่มีแอร์ เค้าทำหน้าเฉยๆแบบไม่ค่อยแปลกใจเลยอ่ะ แล้วก็บอกว่าจะไปดูห้องให้ใหม่ (พูดหน้าตายมาก ขอบอก) ซักพักพี่เป้มา(อีกแล้ว) เรากับเอิร์นบอกพี่เค้าไปว่าพวกเราสี่คนนอนห้องข้างล่างได้(ห้องที่มีแอร์นะ) แค่ลากเตียงติดกัน นอนพื้นซักคน ไม่ก็นอนโซฟาก็อยู่ได้แล้ว พี่เป้ตอบแบบใจเย็นว่า “เดี๋ยวลองหาห้องให้ได้ก่อนแล้วกันครับ เก็บอันนั้นไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย” (คือจริงๆอยากบอกพี่เค้าว่าไม่ต้องหาแล้วห้องอ่ะ อยากอาบน้ำนอนจะแย่อยู่แล้ว เมื่อคืนบนรถไฟก็ไม่ได้อาบน้ำ เหม็นหัวตัวเองจะแย่แล้ว!!!)
สุดท้ายนุ่นกับพ่อยกลับมาประมาณเกือบห้าทุ่มด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน บอกว่าอัคเมดมีเรื่องโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ reception (จริงๆบอกว่าโต้เถียงคงไม่ได้ เพราะอัคเมดแอ็คชั่นอยู่คนเดียว เจ้าหน้าที่ทำนิ่งเฉย) นุ่นบอกว่าอัคเมดน่ากลัวมาก แตกต่างจากที่พวกเราเคยเห็น พูดเสียงดังซะจนคนแถวนั้นหันมามองหมด (ขนาด Glenn อยู่แถวนั้นยังถามพวกนุ่นว่าเกิดอะไรขึ้น) แถมชี้ๆมาทางนุ่นกับพ่อยที่นั่งรออยู่ พูดประมาณว่า 2 คนนี้ยังไม่มีห้อง(ไกด์เองก็ยังไม่มี) ลงท้ายก็คือพวกเราไปนอนน้อง VIP กัน 4 คน ครอบครัวคุณหมอแยกกันนอน น้องปาล์มกับน้องม๋องนอนห้องเล็กชั้นบน คุณพ่อคุณแม่นอนห้องข้างล่าง(ที่มีแอร์แต่ไม่มีล็อก)
ทีแรกนึกว่าจะได้อาบน้ำนอนกันแล้ว ซักพักพี่เป้กับอัคเมดมากดกริ่งหน้าห้อง พร้อมถือสัมภาระมาด้วยทั้งสองคนเลย บอกว่าพี่เค้าไปกดกริ่งบ้านอาจารย์แล้วไม่มีคนเปิดประตู เลยจะมาขอนอนบ้านนี้ได้มั๊ย พวกเราสี่คนก็กรี๊ดอ่ะดิ พี่เป้น่ะไม่เท่าไหร่ ถ้าอัคเมดมานอนบ้านนี้ขอออกไปนอนตรงสนามหญ้าดีกว่า แต่สุดท้ายพี่เป้ก็บอกว่า งั้นขอใช้โทรศัพท์โทรไปบอกให้อาจารย์ออกมาเปิดประตูหน่อย สรุปว่าพี่เป้กับอัคเมดก็ไปนอนบ้านพวกอาจารย์ แต่ต้องนอนห้องที่อับๆไม่มีแอร์นั่นแหละ วันรุ่งขึ้นเราถามว่าพี่เป้นอนได้เหรอ พี่เป้ตอบขำๆว่า “ก็โปะแป้งเย็นเยอะๆเอาน่ะค่ะ” ฮามากอ่ะ (เค้าพูด ค่ะ จริงๆ ไม่ได้พิมพ์ผิด พอกลับมาไทยพ่อยคุยmsn กับเค้า ถามว่าทำไมต้องพูด ค่ะ เค้าบอกว่าพูดกับผู้หญิงต้อง ค่ะ จะได้สุภาพ ฮาได้อีกอ่ะ 555) เพราะคืนที่วุ่นวายนี้ กว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนแล้ว (ทั้งๆที่พรุ่งนี้ต้องตื่นตีสี่) พอหัวถึงหมอนก็หลับแบบไม่รู้ตัว วันนี้ไปเที่ยวมาแค่ที่เดียวก็จริง แต่ใช้พลังงานสูงมาก เหอๆ
ติดตามอ่านต่อกันด้วยน้า
to be continued…
March 29 The Road to Egypt (part 4)ไม่ได้อัพตั้งหลายวัน เนื่องจากมีภารกิจมากมาย
19 มีนาคม วันนี้ตื่นหกโมงอีกเช่นเคย ที่แตกต่างไปคือที่ไคโรตอนเช้าไม่มีหมอกลงเหมือนอเล็กซานเดรีย แต่อากาศตอนเช้าๆก็เย็นอยู่เหมือนกัน ประมาณแปดโมงเช้าออกจากโรงแรม นั่งรถไม่นานก็ถึง Pyramids of Giza หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก วันนี้ได้เคล็ดลับใหม่จากอัคเมด เค้าบอกว่าตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จะมีคนมารุมขายของ หรือถ่ายรูปด้วยแล้วขอเก็บตังค์ ให้ตอบเค้าไปว่า “ละอา ชูคราน” แปลว่า No, thank you พวกเราทุกคนต่างก็รีบท่องกันใหญ่ ก่อนแยกย้ายกันไปถ่ายรูป ก็ต้องขอฟังไกด์เลกเชอร์ซะหน่อย (มาทัวร์ต้องได้ทั้งความสนุกและความรู้ ไม่งั้นไม่คุ้ม เหอๆ) พี่เป้บอกว่าปิรามิดมีทั้งหมด 4 แบบด้วยกัน แบบแรกคือปิรามิดขั้นเดียว หรือเรียกกันว่า มาสตาบา แบบที่สองเป็นขั้นเหมือนกัน แต่มีทั้งหมด 6 ขั้น (เราจะได้ไปดูที่ซักการา) แบบที่สามคือปิรามิดหลังค่อม หรือ Bent pyramid ส่วนแบบสุดท้ายที่เรารู้จักกันดี คือรูปทรงสามเหลื่ยมนั่นแหละ
หลังจากนั้นอัคเมดก็เริ่มบรรยายเรื่องปิรามิดที่กีซ่า ว่าหมู่ปิรามิดมีทั้งหมด 3 หลัง ของฟาโรห์ 3 พระองค์ หลังที่ใหญ่ที่สุดเป็นของฟาโรห์คูฟู (หรือคีออปส์) สูง 137m หลังรองลงมาเป็นของฟาโรห์เคเฟร (หรือคาฟรา) สูง 136m ส่วนหลังเล็กสุดเป็นของฟาโรห์เมนคูเร สูง 62m จริงๆแล้วปิรามิดไม่ได้มีแค่ที่นี่ จะมีกระจายอยู่ตามจุดอื่นๆด้วย แต่ว่ากันว่าใหญ่สู้ที่นี่ไม่ได้ พวกเราแวะถ่ายรูปตรงฐานปิรามิดของคูฟูประมาณ 10 นาที แล้วก็นั่งรถบัสไปที่จุดชมวิวที่เค้าเรียกว่า Panorama view สามารถมองเห็นปิรามิดทั้งสามหลังพร้อมกัน
ที่คนเค้าชอบพูดกันว่าฟาโรห์มีทาสที่คอยสร้างปิรามิดให้ทั้งวันทั้งคืน จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะใน 1 ปี จะมีการสร้างปิรามิดกันแค่ประมาณ 4 เดือนเท่านั้น ในช่วงที่แม่น้ำไนล์ท่วมชายฝั่ง ไม่สามารถเพาะปลูกได้ จะรับสมัครชาวบ้านที่อาสามาสร้างปิรามิดให้ฟาโรห์ โดยจ่ายค่าตอบแทนเป็นพวกอาหาร เครื่องใช้ ซึ่งชาวบ้านทุกคนก็ทำด้วยความสมัครใจ
ตอนที่พวกเราสี่สาวถ่ายรูปกันอยู่ ก็บังเอิญไปเห็นกลุ่มทัวร์จากญี่ปุ่น มีสาวน้อยน่ารัก 2 คน ใส่เสื้อลายอียิปต์ สีสันสวยงาม น่ารักดี เรากับเอิร์นเลยนึกอยากฝึกภาษาญี่ปุ่นขึ้นมา (เพราะว่าโดดเรียนญี่ปุ่นตอนมาเที่ยวเลยแอบสำนึกผิด) เลยจะขอเค้าถ่ายรูป ทีแรกก็เก้ๆกังๆอยู่นานพอดู จนสุดท้ายเราก็ตรงดิ่งไปหาเค้าแล้วบอกว่า すみませんが、 写真を 一緒に 取って くれませんか。 服は すてきですね。 (ประมาณว่า ขอโทษนะคะ ขอถ่ายรูปด้วยกันหน่อยได้มั๊ยคะ ชุดสวยดีจังเลย) เค้าก็หันมายิ้มๆ แล้วก็ตอบโอเค แล้วถามเราว่ามาจากประเทศไหน ทั้งเราและเอิร์นกับสาวน้อยสองคนอยู่แป๊บนึง หลังจากนั้นเลยได้รูปหมู่กับสองสาวแดนซากุระ โดยมีฉากหลังเป็นปิรามิด (ดูนานาชาติดีป่ะล่ะ 555)
พอถ่ายรูปกันจนหนำใจ ก็ไปมุดปิรามิดกันต่อ
จบจากปิรามิดก็ไปต่อกันที่ Papyrus Institute หรือสถาบันปาปิรุส (ใครอยากเห็นหน้าไกด์ไทย หรือพี่เป้ ก็ดูได้ที่รูปซ้ายตรงหลืบๆอ่ะนะ เหอๆ) มื้อกลางวันยังคงเป็นอาหารพื้นเมือง (ไม่ขอบรรยายแล้วนะ เหอๆ) แล้วก็เดินทางไปเมืองต่อไปคือ Saqqara (ซักการา บางที่เขียนว่า Sakkara) ระหว่างทางผ่านโรงงานทำพรมมากมาย ทุกที่ต้องต่อท้ายด้วยคำว่า Carpet School เคยอ่านหนังสือเจอมา เค้าบอกว่ามันเกี่ยวกับกฎหมายการใช้แรงงานเด็ก โรงงานพวกนี้มักใช้เด็กทำพวกงานฝีมือบางอย่าง ไม่นานเราก็เดินทางมาถือปิรามิดอีกแบบคือ Step Pyramid of Saqqara เป็นรูปขึ้นบันได 6 ขั้น สร้างในสมัยฟาโรห์ซอเซอร์ ประมาณ 2750 ปีก่อนคริสตกาล (สร้างก่อนหมู่ปิรามิดกีซ่า) ออกแบบโดยอิมโฮเทป สถาปนิกฝีมือดีในสมัยนั้น
ประมาณบ่ายแก่ๆ ก็เดินทางไปเมืองใกล้เคียง นั่นคือเมืองเมมฟิส(Memphis) ซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของอียิปต์ หลังจากมีการรวมอียิปต์บนและอียิปต์ล่าง เดิมเมืองนี้มีชื่อเป็นภาษาท้องถิ่น แปลว่ากำแพงสีขาว (ฟังอัคเมดพูดไม่ค่อยชัดอ่ะ) เพราะเมืองนี้เดิมเคยมีการสร้างกำแพงสีขาวล้อมรอบเพื่อป้องกันข้าศึกศัตรู ปัจจุบันเมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆชื่อว่า มีตราฮีนา(ถ้าฟังไม่ผิด)มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มาก แต่ยังคงมีความสำคัญ เพราะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์อยู่เยอะเหมือนกัน พวกเรามุ่งหน้าไปที่ Museum of Memphis หรืออาจเรียกว่าเป็น Museum of Ramsess II ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ยกเว้นรูปสลักรามเสสที่สองที่ขาขาดหายไป จะตั้งอยู่ในร่ม รูปสลักนี้มีขนาดใหญ่มาก สูงประมาณ 12-13m และมีลักษณะเหมือนคนจริงๆ
พิพิธภัณฑ์ปิดประมาณสี่โมงครึ่ง พวกเราเดินทางกลับไคโร (อยู๋ใกล้กันนิดเดียว) เพราะไปช้อปปิ้ง สถานที่จะไปผลาญตังค์ในกระเป๋าวันนี้คือตลาดชื่อดัง Khan El Khalili ระหว่างทางรถติดมากกกก ใครเห็นการจราจรในไคโรแล้วคงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “กรุงเทพเวลา rush hour ยังชิดซ้าย” ที่นี่นอกจากมีรถเยอะแล้ว(คงเพราะน้ำมันถูก) ยังขับกันแบบไม่เกรงใจใคร ถนนมี 2 เลนพี่แกวิ่ง 4 เลน บีบแตรปานจะทักทายเพื่อนสนิท คนข้ามถนนแบบไม่หวงชีวิต และอีกสารพัดพฤติกรรมที่เห็นแล้วยังเบื่อแทน
กว่าจะถึงตลาดพระอาทิตย์ก็เกือบตกดินแล้ว อัคเมดรีบถามว่าใครอยากกินนกพิราบให้ตามเค้าไปได้ มีร้านเด็ด (คุณชาญชัยและอาจารย์เชิดชัยตาเป็นประกายเลย อิอิ) เค้าปล่อยให้เราช้อปปิ้งกันประมาณชั่วโมงครึ่ง เพราะต้องรีบไปขึ้นรถไฟให้ทัน ทีแรกคิดว่าพอถมเถไป แต่ที่ไหนได้ใช้เวลาร้านนึงนานมาก จริงๆแล้วไม่ได้ซื้อของเยอะหรอกนะ มัวแต่ต่อราคา เถียงกับคนขายนี่กินเวลาสุดๆ พอมาที่อียิปต์ชาวต่างชาติจะเนื้อหอมขึ้นมาทันที โดยเฉพาะสาวๆวัยเราเนี่ยแหละ เดินไปไหนก็มีแต่คนทัก Come here…go inside…I have everything you want พวกเราโดนทักเป็น Japanese Chinese กันบ่อยมาก (ทั้งๆที่หน้าไม่มีความหมวยเลยซักเสี้ยวเดียว) บางร้านตะโกน I love you บ้างล่ะ ฮาบีบี้ บางล่ะ (Habibi ภาษาอาหรับแปลว่า My darling) เอาเป็นว่าเดินผ่านร้านไหนต้องมองตรง ห้ามสบตาคนขายเด็ดขาด เวลาดูของต้องเหลือบมองเอา ถ้าเผลอสบตาเมื่อไหร่เป็นต้องตรงรี่เข้ามาลากเข้าร้าน สุดท้ายของที่ซื้อมาได้ก็มีแค่กระดาษปาปิรุสสี่ห้าแผ่น (ทั้งของจริงและของปลอม) ที่คั่นหนังสือฝากเพื่อนๆ จี้ห้อยคอรูปAnkh ….น้อยมากสำหรับการเดินในระยะเวลาเท่านี้ จริงๆแล้วน่าแค้นใจมาก มีร้านนึงตะโกนขายฝรั่งเป็นรูปสลักอนูบิสท่ายืน สูงประมาณ 20 cm เค้าบอก 2 ปอนด์ แต่ตอนนั้นมีคนมาเร่งว่าให้ไปขึ้นรถได้แล้ว
กรุ๊ปทัวร์เราแบ่งเป็น 2 ตู้ คือโบกี้ 5 และ 6 โบกี้ 6 มี 9 คน คือ ครอบครัวคุณหมอ พวกเราสี่สาว และอัคเมด (ลูกทัวร์ที่เหลืออีก 18 คนและพี่เป้นอนโบกี้ 5) กว่าจะได้กินอาหารเย็นก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว เคยอ่านเจอมาแล้วว่าอาหารในรถไฟเหลือรับประทานจริงๆ ก่อนขึ้นรถไฟพี่เป้เลยแจกมาม่ากันคนละห่อ (พวกเราเตรียมกันมาเองเรียบร้อย 555) พอมาเห็นของจริงก็เชื่อที่เค้าเขียนไว้ในหนังสือทันที Dinner สุดหรู (สำหรับรถไฟชั้น First Class) มื้อนี้ประกอบด้วย ไก่ทอด(ยอดแข็ง) ข้าวหุงกับเครื่องเทศ ถั่ว(นิ่มเป็นโจ๊กเลย) ขนมปัง(อันนี้พอทานได้มากสุด) ขนมเค้ก(รูพรุนเยอะกว่าฟองน้ำอีก) ส้ม(อันนี้เก็บไปกินวันรุ่งขึ้น)และน้ำชา ส่วนโต๊ะอาหารของพวกเราหน้าตาเหมือนโต๊ะเลกเชอร์ เป็นแผ่นไม้ เวลาใช้ก็เอามาเสียบด้านข้าง แถมเวลารถแล่นแผ่นไม้จะค่อยๆเลื่อนออกมา ทำให้น้ำชากระฉอก(หมดไปครึ่งแก้วทั้งๆที่ยังไม่ได้กิน)
เรากินไก่ทอด(ดีที่พกซอสมะเขือเทศมาเอง) กับอย่างอื่นนิดๆหน่อยๆ (ไม่ถึงครึ่งท้อง) แล้วต่อด้วยมาม่าคัพก็พอประทังชีวิตไปได้อีกหนึ่งมื้อ เค้ามาเก็บจานและจัดเตียงประมาณเกือบห้าทุ่มแล้ว กว่าเราจะได้นอนก็เกือบเที่ยงคืน(เอิร์นบอกว่านอนไม่ค่อยหลับเพราะเสียงบันไดพาดเตียงมันดัง) จริงๆมีฉากแอ็คชั่นตื่นเต้นบนรถไฟด้วยขณะพวกเรากำลัง(เหมือนจะ)หลับสบาย แต่ขออุบไว้เล่าในวันต่อไปดีกว่า
อย่าลืมติดตามกันน้า
to be continued…
March 25 The Road to Egypt (part 3)วันนี้ว่างๆ เลยมานั่งอัพต่อ
18 มีนาคม วันนี้ตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง (แต่จริงๆเค้ามี morning call ตอนหกโมงเช้าล่ะ) มองออกไปข้างนอก หมอกหนามาก นึกถึงตอนอยู่ Williamsburg เลยอ่ะ อาหารเช้าวันนี้ก็โอเค กินได้เป็นบางอย่าง (พวกอาหารฝรั่ง) เก็บแยมกลับมาด้วยสองสามถ้วย (เผื่อยามฉุกเฉิน) ออกจากโรงแรมกันประมาณแปดโมงกว่า ยังมีหมอกอยู่เลย แต่พอประมาณเก้าโมงหมอกก็เริ่มจาง
วันนี้พวกเราต้องเดินทางไปกรุงไคโร ซึ่งอัคเมดบอกว่าใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงกว่าเลยทีเดียว (ยังกะไปหัวหินอ่ะ) เราเดินทางโดยใช้ Highway ชื่อว่า Desert Road ซึ่งอัคเมดบอกว่าไปทางนี้จะเร็วกว่าอีกทางที่ผ่านเมืองเพราะการจราจรติดขัด
ระหว่างทางไกด์(ทั้งสองคน)ได้ให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับประเทศอียิปต์กับพวกเรามากมาย เริ่มจากการพูดถึงเมืองหลวงแต่ก่อน การรวมอียิปต์ล่างและอียิปต์บน มีพูดถึงการเรียนเต้นระบำหน้าท้องหรือ Belly Dance ว่าเค้ามีสอนกันเป็นโรงเรียนเลยนะ(ลงทุนมากอ่ะ) รวมถึงความรู้เกี่ยวกับชาวมุสลิมด้วย
ตรงนี้แหละที่อัคเมดพูดถึงการมีภรรยาได้ 4 คน แต่ว่าแต่ละคนต้องได้รับการดูแลเท่าเทียมกัน ห้ามลำเอียง (ซึ่งเอาเข้าจริงก็ทำไม่ได้หรอก) พวกเราได้เลยได้ตำแหน่ง my wives จากอัคเมดเลย 555 เค้าพูดถึงกรณีหย่า การแต่งงานใหม่ การรับเลี้ยงดูบุตร ซึ่งจริงๆรู้ไปก็ไม่ได้ใช้อะไร เหอๆ (จริงๆที่เค้าอธิบายเยอะก็เพราะว่าคุณชาญชัยกับอาจารย์เชิดชัยดูท่าทางสนใจเรื่องนี้มาก เห็นถามใหญ่เลย รวมถึงเรื่องฮาเร็มด้วย 555)
พึ่งรู้ว่าที่นี่เค้าเลี้ยงนกพิราบกันเยอะมาก เพราะเค้านิยมกินกันในหมู่ผู้ชาย (ว่ากันว่านกพิราบมีสรรพคุณเหมือน Viagra ไม่รู้โม้ป่าวอ่ะ แต่ที่สำคัญคุณชาญชัยกับอาจารย์เชิดชัยก็ดีท่าทางสนใจอยากกินนกพิราบขึ้นมาทันที เหอๆ) อัคเมดบอกว่าเวลาผู้ชายจะแต่งงาน แม่เจ้าบ่าวมักจะทำอาหารที่เป็นนกพิราบ ให้กินคืนก่อนแต่งประมาณ 5-6 ตัวเลยทีเดียว และยังเชื่อกันว่าควรกินอย่างต่อเนื่องหลังแต่งงานไปแล้ว 1 สัปดาห์ นกพิราบราคาก็ไม่ใช่ถูกๆนะ คิดแล้วประมาณ 5 US ต่อ 1 ตัว (เราคนนึงล่ะที่ขอกลับไปกินพิราบน้ำแดงที่บ้านเราดีกว่า แพงเกิน)
ระหว่างทางมีแวะพักเข้าห้องน้ำกัน ที่นี่ส่วนใหญ่เวลาเข้าห้องน้ำต้องจ่ายทิปกันด้วย (ประมาณคนละ 1 ปอนด์อียิปต์) จะมีคนเฝ้าห้องน้ำ ที่คอยยืนแจกทิชชู่และเก็บตังค์ แต่เค้าไม่ได้ตั้งโต๊ะเก็บตังค์หน้าห้องน้ำเหมือนบ้านเรานะ เค้ายืนอยู่ข้างในเลยอ่ะ (น่ากลัวมาก) ที่จุดพักรถเจอเด็กอียิปต์กลุ่มนึงด้วย เค้ามาขอถ่ายรูป เลยได้คุยกันนิดหน่อย (ดูเหมือนนุ่นจะป๊อปในหมู่เด็กๆมาก…จริงๆแล้วก็ไม่เด็กเท่าไหร่หรอกนะ น่าจะอยู่ประมาณ ม.ปลายอ่ะ สมแล้วที่นุ่นเป็นอนาคตนางแบบ Vogue 555)
ไหนๆก็จะมาถึงเมืองหลวงกันทั้งที ขอบรรยายหน่อยละกัน ในเมืองนี้จะแบ่งเป็น New Cairo และ Old Cairo ซึ่งส่วนหลังนี้เชื่อกันว่าเป็นที่ที่พระเยซูเคยเดินทางมาพัก มีโบสถ์ยิวที่เชื่อว่ามีทางลับใต้ดินที่พระเยซูเคยอาศัย แถมส่วนนี้อยู่ใกล้แหลมไซนาย ที่โมเสสได้รับบัญญัติ 10 ประการด้วย
ระหว่างทางเห็นต้นอินทผลัม(dates)ปลูกไว้กันเป็นแถว ได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าต้นไม้ชนิดนี้อีก พี่เป้บอกว่าต้นอินทผลัมมีทั้งหมด 3 แบบ คือผลเป็นลูกกลมๆ(ไม่รู้สีประมาณน้ำตาลมั้ง) แบบลูกกลมสีเหลือง และแบบลูกเป็นรีๆซึ่งเป็นแบบที่นิยมกินกัน เมือนำลูกมันไปตากแห้งมันจะหวานเองตามธรรมชาติ สามารถนำไปต้มกับนมกินก็อร่อย แถมดีต่อสุขภาพด้วย (แต่ส่วนตัวแล้วไม่ชอบกินเปล่าๆอ่ะ แต่เคยกินที่เป็นห่ออัลมอนด์แล้วเคลือบช็อคโกแลตที่ดูไบแล้วอร่อยดี)
รถแล่นมาถึงบริเวณถนนที่ชื่อว่า Pyramid Street ยาวถึง 9 km ซึ่งยาวที่สุดในอียิปต์(มั้ง) แวะกินอาหารกลางวันกันก่อน คราวนี้เป็นอาหารจีน เวลาเห็นคนหน้าแขกแต่งชุดจีนแล้วมันดูขัดๆไงไม่รู้อ่ะ อาหารก็ออกแนวจืดๆ ที่อร่อยก็มีไก่เปรี้ยวหวาน กับปอเปี๊ยะ ที่เหลือก็นะ…
หลังจากนั้นพวกเราไปแวะที่โรงงานทำน้ำหอม ร้านชื่อ El Omda อยุ่ใกล้ๆกับพิระมิดกีซ่า (ตอนนี้เราอยู่ฝั่งกิซ่า ซึ่งอยู่คนละฝั่งกับไคโร กั้นด้วยแม่น้ำไนล์ ห่างกันนิดเดียวเอง) เจ้าของร้านเล่าว่าครอบครัวเค้าทำน้ำหอมมานาน มีแหล่งปลูกดอกไม้โดยเฉพาะ ซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ ปีละ 2 ครั้งเท่านั้น น้ำหอมที่นี่ส่งออกซะ 65 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ส่งไปฝรั่งเศส เอาไปผสมพวกแอลกอฮอล์กับสารเคมีอื่นๆแล้วใส่ขวดสวยงามขายเราเป็นพันๆบาท เค้าโฆษณาว่าน้ำหอมที่นี่ (เค้าใช้คำว่า Extract ล่ะ) ใส่ทีเดียวอยู่ได้ทั้งวัน ตั้งไว้ในห้องไม่ละเหยเพราะไม่มีแอลกอฮอล์ ใช้เป็น Aroma สูดดมก็ได้ ใส่อ่างอาบน้ำแช่ก็ได้ แม้แต่ใส่ในเครื่องซักผ้า ทำให้ผ้าหอมก็ได้ (อะไรมันจะสารพัดประโยชน์ขนาดนั้น 555) พอบรรยายไปซักพัก เค้ายกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ ที่เราเลือกกินเป็นกาแฟที่เค้าเรียกว่า Coffee Kardamon เค้าบอกว่ากินแล้วดีต่อหัวใจ เข้มข้นมากเลย เวลาดื่มจะใส่แก้วเล็กๆคล้ายๆเป๊กใส่ยาดองอ่ะนะ (กินคำเดียวยังรู้สึกว่าเข้มข้นเลยอ่ะ) (รูปด้านล่างคนซ้ายคือ อ.เจ ส่วนป้าคนขวาขอโทษนะคะจำชื่อไม่ได้ค่ะ T_T)
หลังจากนั้นเค้าก็เอาน้ำหอมแบบต่างๆมาให้ดม โดยเทียบกับน้ำหอมยี่ห้อดังหลายอัน ตัวอย่างเช่น Nefertiti จะคล้ายๆอันนึงของ Christian Dior, Papyrus คล้ายๆ CK one, Aida คล้ายๆ Pleasure ของ Estee Lauder เราก็เลยซื้อมาสองขวด คือ Papyrus(กะเอามาให้พ่อ) กับ Arabian Night (อันนี้กลิ่นจะคล้ายสบู่ ให้ความรู้สึกเหมือน Ocean เค้าว่ากันว่าผู้หญิงใส่แล้วจะมีสเน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้าม (ตรงนี้อาจารย์เชิดชัยโดนแซวว่าให้ซื้อกลับไปฝากภรรยา)
เสร็จภารกิจในร้านน้ำหอมก็ออกมาช้อปกันต่อ (วิญญาณนักช้อปยังคงอยู่) ด้านหน้ามีร้านขายพวกหินสลัก กับกระดาษปาปิรุส เจ้าของร้านบอกว่าเค้าทำเอง (โม้แน่เลยอ่ะ คนที่นี่ยิ่งขี้โม้อยู่) มีคนเล่าให้นุ่นฟังว่าตุตันคาเมนมีเชื่อสายของคนไทยนิดหน่อย เพราะมียายหรืออะไรเนี่ยแหละเป็นคนไทย แถมชื่อ “ไท” อีกต่างหาก พอกลับขึ้นรถบัสมา พวกเราไปเล่าให้พี่เป้ฟัง แล้วก็ได้คำตอบว่า “จริงดิ” พร้อมทำหน้าตกใจ(อีกแล้ว) เราเลยลงมติกันว่าเค้าแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อจะขายของ (คนที่นี่บ้าไปแล้วอ่ะ เหอๆ) ส่วนของที่เราซื้อได้จากที่นี่เป็นรูปสลักAnubis กับแมวตัวเล็กๆ ทำจากหินสีเขียวที่คนขายเรียกว่า Poyslah Stone (เขียนภาษาอารบิกมาให้ด้วย) ตรงนี้ต่อราคากันมันมาก ทีแรกคนขายบอกตัวใหญ่ 5 US ตัวเล็ก 2 US ต่อไปต่อมา ได้ทั้งสองตัวรวมกัน 4 US ซะงั้น (โดนพลอยแซวว่าต่อของได้ทำเป็นยิ้มหน้าระรื่นเชียวนะ ก็แหม ต่อราคาครึ่งแรกในอียิปต์ก็ตื่นเต้นเป็นธรรมดา) (คนที่อยู่ในรูปข้างล่างนี้คือพี่อุ้ยกับป้าปุ๋ยนะคะ ต้องให้เครดิตเค้าหน่อย เหอๆ)
จากนั้นเราก็ออกเดินทางไป Egyptian Museum ระหว่างทางผ่านบ้านเรือน อาคารเยอะแยะ แต่มันน่าสงสัยที่ว่าทำไมเหมือนตึกมันยังสร้างไม่เสร็จกันหมดเลย พอถามไกด์ก็ได้ข้อสรุปว่าคนที่นี่เค้าจะทำเหมือนยังสร้างบ้านกันไม่เสร็จเพื่อเลี่ยงภาษี (คิดได้ไงเนี่ย) ทำอย่างงี้กันทั้งประเทศรัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้เลยเหรอ แปลกจัง ก่อนถึง museum นิดหน่อยผ่านตึกที่เค้าว่าสูงที่สุดในอียิปต์ สร้างสมัยประธานาธิบดีนัสเซอร์ (ปธน.คนที่สองของอียิปต์) ตอนนี้ปิดปรับปรุงอยู่
ตอนมาถึง museum ก็ประมาณสี่โมงครึ่งแล้ว(แต่ที่นี่ปิดหกโมงครึ่ง)
เค้าห้ามถ่ายรูปด้านใน เลยได้มาแต่นอกรั้ว (เค้าสแกนกระเป๋าด้วยอ่ะ ต้องทิ้งกล้องไว้ในรถ)
ข้างในแม้จะไม่มีแอร์ แต่อากาศก็ไม่ร้อน อาคารมีทั้งหมด 3 ชั้น แค่พวกเราจะได้ดูแค่ 2
ห้องแรกที่อัคเมดพาไปคือส่วนที่เป็นของฟาโรห์ตุตันคาเมนที่ทุกคนรู้จักกันดี
ได้เห็นโลงทอง เตียงที่ใช้ในโลกนี้และสำหรับโลกหน้า(ตามความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย)
มีพวกเครื่องประดับ และสมบัติต่างๆที่พบตอนเจอสุสาน
นับว่าเหลือสมบูรณ์ที่สุดในบรรดาสุสานอื่นๆที่โดยโจรขโมยไปหมดแล้ว
ที่น่าอลังการมากคือ Box of second life เป็นคล้ายๆกล่องใหญ่ๆเป็นห้อง 4 ชั้น
จะใส่ซ้อนๆกันไปเรื่อยๆ ชั้นในสุดเป็นโลง
พวกเราผ่านห้องที่แสดงศิลปะสมัยฟาโรห์อาเคนาเตน(บางคนอาจรู้จักเนเฟอติติที่เป็นมเหสี)
มีรูปสลักจำลอง Head of Nefertiti ซึ่งของจริงอยู่ที่ Berlin museum
ส่วนรูปสลักที่มีค่าประมาณมิได้ก็คงเป็นงาช้างที่ทำเป็นรูปฟาโรห์ Khufu หรือ Cheops
(เจ้าของพิระมิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั่นล่ะ)
ที่บอกว่ามีค่ามากเพราะมันเป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่ค้นพบเกี่ยวกับฟาโรห์พระองค์นี้
ส่วนรูปสลักที่นุ่นชอบมากก็คือ รูปสลักท่านั่งของฟาโรห์เคเฟร หรือ คาฟรา (ลูกชายของคูฟู)
ว่ากันว่าเป็นคนที่แข็งแรงมาก รูปสลักจึงเห็นกล้ามเป็นมัดๆ
ด้านหลังมีฮอรัสเชื่อว่าจะคนปกป้องพระองค์(ถ้ามองจากด้านหน้าจะไม่เห็นนก)
นุ่นบอกว่าเท่าที่เห็นมาฟาโรห์พระองค์นี้หล่อสุด(ดูยังไงเนี่ย ไม่เห็นแตกต่างกันเลย เหอๆ)
และที่สำคัญๆอีกก็มี Rosetta Stone ที่มีภาษาสลักอยู่ 3 ภาษา
คือ เฮียราติค เฮียโรกลิฟฟิค และกรีก (เป็นจำลอง ของจริงอยู่ที่ British Museum)
จริงๆมีอีกเยอะมาก บรรยายไม่หมด ใครสนใจมายืมหนังสือเราได้
(ซื้อมาตั้งแต่ไป Metropolitan Museum ที่เมกา พึ่งได้ใช้ก็คราวนี้แหละ เหอๆ)
มาถึงตอนหัวค่ำก็ไปขึ้นเรือ ล่องแม่น้ำไนล์ หรือ Nile Cruise Dinner (ฟังดูดีป่ะล่ะ)
อาหารนี่ไม่อยากพูดถึงแล้วล่ะ (ก็อาหารพื้นเมืองอ่ะนะ)
มีการแสดงเต้น Belly Dance กับ เต้นอะไรซักอย่างที่มีผุ้ชายใส่กระโปรงบาน
มาเต้นหมุนตัวอ่ะ (เราว่าอันนี้เจ๋งกว่า Belly Dance อีก)
ส่วนคืนนี้พักที่ Grand Pyramid Hotel อยู่ห่างจากพีระมิดไม่เท่าไหร่เอง
ห้องหับเล็กกว่าโรงแรมแรกนิดหน่อยแต่ก็โอเค
ชอบตรงที่ด้านนอก ใกล้สระว่ายน้ำมีสนามหญ้าแล้วเค้าตั้งกระโจมเบดูอิน
มีซุ้มที่ถักพรมขายกันให้ดูตรงนั้นเลย แถมตรงล้อบบี้ก็สวยด้วย
เอารูปมาฝากนิดหน่อยละกันนะ
วันนี้เข้านอนดึกอีกแล้ว(เกือบเที่ยงคืนแน่ะ)
พรุ่งนี้ก็ตื่นเช้า(ตลอดอ่ะ) เพราะต้องไปหลายที่
พอหัวถึงหมอนก็นอนหลับทันที เหอๆ
การเดินทางครั้งนี้ยังอีกยาวไกล ยังไงก็ติดตามกันต่อไปนะคะ
to be continued…
|
||||
|
|